ตามติดชีวิตนักเรียนหมอปี 1 เทอม 1 กับจ๊อบ ภาวิช

 

สวัสดีครับ กลับมาพบกับพี่จ็อบอีกแล้ว บทความนี้ก็เป็นพาร์ทที่สองแล้วเนอะ หลังจากพาร์ทแรกเกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวก่อนสอบเข้าคณะแพทย์ จุฬา พาร์ทสองนี้ก็จะเกี่ยวกับชีวิตและการเรียนในมหาวิทยาลัย ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าพี่เพิ่งจะเรียนปี 1 เทอม 1 จบไปหมาด ๆ เพราะงั้นเลยอาจจะมีเรื่องต่าง ๆ ในคณะที่พี่ยังไม่รู้อีกเยอะ ยังไงถ้ามีเรื่องราวเพิ่มเติม พี่จะมาเล่าสู่กันฟังอีกนะ ^^ 

 

ก้าวขาเข้า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลังจากประกาศผลว่าน้องสอบติด จะเป็นช่วงปิดเทอมยาว ๆ 4 เดือนที่น้องจะเป็นอิสระมาก ช่วงเวลานี้อยากให้เก็บเกี่ยวให้คุ้มค่านะ เพราะเดี๋ยวตอนเปิดเทอมน้องจะต้องเจอกับสงครามครั้งใหญ่55555 แต่ปีพี่ติด COVID-19 ทุกอย่างเลยล่มหมดเลย เศร้า ;_;

ทำได้แค่ไปทำสัญญากับมหาวิทยาลัย ตรวจสุขภาพ และก็ซื้อชุดนิสิต แต่ก็ทำให้พี่ตื่นเต้นมาก ๆ เหมือนได้เห็นตัวเองเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย

 

คณะแพทย์จุฬา ปี 1 เทอม 1 เขาเรียนอะไรกันบ้าง

 ที่นี่เขามีเรียนวิชาหลักอยู่ 6 วิชา 

  • Fundamental of Cellular and Molecular Biology
  • Experiential English I
  • Foundation English for Medical Profession I
  • Medical Chemistry
  • Medical Physics
  • Doctor and Society
  • วิชาบังคับของมหาวิทยาลัยอีก 1 วิชา

 

นักเรียนหมอกับตารางการเรียนแน่นมว้ากกก 

Fundamental of Cellular and Molecular Biology หรือที่เราเรียกแบบสั้น ๆ ว่า วิชาเซลล์ไบโอ

วิชานี้เป็นชีววิทยาตัวแรกและตัวเดียวของเทอมนี้ เนื้อหาก็จะเรียนเกี่ยวกับเซลล์ แต่ลงรายละเอียดลึกกว่าของ ม.ปลายมาก ๆ จะมีเรียนพวกกล้องจุลทรรศน์ องค์ประกอบเซลล์ กระบวนการต่าง ๆ ของเซลล์ สารอาหาร เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาในวิชานี้เรียกได้ว่าแน่น ฉะนั้นจะต้องอาศัยการวางแผนการอ่านหนังสือให้ดี ถ้ามาอ่านสัปดาห์ก่อนสอบแบบตอน ม.ปลาย รับรองเลยว่า “อ่านไม่ทัน” 

 

พาร์ทการสอบของวิชานี้ 

ไม่ยากมาก ถ้าอ่านเนื้อหาหลัก ๆ เข้าใจ + ฝึกทำข้อสอบเก่าเยอะ ๆ ก็ทำได้ ส่วนปลายภาคจะเริ่มยากละ555 ข้อสอบออกละเอียดพอสมควรเลย ฉะนั้นถ้าอยากได้เกรดดี ๆ น้องก็ควรจะตุนคะแนนตอนกลางภาคไว้เยอะหน่อย วิชานี้เป็นคะแนนสอบ 90% กับคะแนนงาน 10% ตัดเกรด A ตามเกณฑ์ที่ 80% และตัด F ที่คะแนน 55% ของคนที่ได้เปอร์เซนต์ไทล์ที่ 95 ของคณะ ส่วนเกรดที่เหลือก็จะแบ่งเท่า ๆ กัน 

 

Experiential English I 

เป็นวิชาอังกฤษของมหาวิทยาลัย หมายความว่าทุกคณะของจุฬาฯ จะต้องเรียนวิชาเหมือนกันหมด จะแบ่งเป็น เซค (section) ย่อย ๆ เซคละประมาณ 30 คน เนื้อหาหลัก ๆ จะสอนเกี่ยวกับภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งฟัง-พูด-อ่าน-เขียน แต่จะเน้นการเขียนมากเป็นพิเศษ งานจะมี Group discussion 2 ครั้ง Vocabulary task 2 ครั้ง Writing task 2 ครั้งกับมีอ่านนอกเวลา 

 

พาร์ทการสอบของวิชานี้

ถ้าเทียบกับ English for Medical Profession ที่เป็นอังกฤษอีกตัวในคณะแพทย์ วิชานี้ถือว่าง่ายกว่าค่อนข้างมาก การตัดเกรดที่ผ่านมาทุกปีจะตัดเกรดอิงเกณฑ์ของทั้งมหาวิทยาลัย แต่ปีล่าสุดนี้เปลี่ยนมาตัดอิงเกณฑ์ คือตัด A ที่ 85% และค่อย ๆ ลดลงไปเกรดละ 5% ที่สำคัญคือ ไม่มีสอบกลางภาคแล้ว!!! พี่ว่าตัดอิงเกณฑ์ก็ดีนะ มันจะได้วัดไปเลยตรง ๆ ว่าทักษะของแต่ละคนได้มากน้อยแค่ไหน 

 

Foundation English for Medical Profession I หรือที่เราเรียกกันว่า Eng Med 

วิชานี้เป็นอังกฤษอีกตัวนึง แต่ตัวนี้จะเรียนแค่ในคณะแพทย์ จะแบ่งตอนเรียนเป็นเซคเหมือนของ Experiential English ในคณะจะมี 10 เซค เซคนึงก็ประมาณ 30 คน โดยเขาจะจัดเซคก่อนกลางภาคตามคะแนนสอบ CU-TEP ที่คณะจะจัดสอบให้ฟรีร่วมกับคะแนนตอนสอบเข้า (แต่ปีพี่ติด COVID-19 เลยยกเลิกการสอบ CU-TEP ไป) ส่วนเซคหลังกลางภาคก็จะเอาคะแนนสอบกลางภาคมาจัด เนื้อหาจะเป็นอังกฤษเกี่ยวกับทางการแพทย์ จะมีเรียนพวกรากศัพท์ภาษาละติน คำศัพท์ต่าง ๆ ทางการแพทย์ การเขียนใบรับรองแพทย์ การอ่านหรือเขียนบทความทางการแพทย์ ซึ่งเนื้อหามีไม่เยอะแต่ถือว่าค่อนข้างยาก

 

พาร์ทการสอบของวิชานี้

ข้อสอบกลางภาคที่พี่ว่านรกแตกมาก5555 แต่คนส่วนใหญ่ก็จะทำไม่ค่อยได้เหมือน ๆ กันเพราะงั้นไม่ต้องไปซีเรียสมาก การตัดเกรดตัวนี้ตัดแบบอิงกลุ่มทั้งคณะ 

 

Medical Physics + Chemistry 

เป็นสองวิชาที่เกี่ยวกับฟิสิกส์และเคมีทางการแพทย์ ฟิสิกส์ก็จะเรียนพวกจลศาสตร์ของไหล แสง เลเซอร์ การยศาสตร์ (Ergonomics) กับพวก CT, MRI, PET, SPECT ส่วนวิชาเคมีก็จะมีเรียนเกี่ยวกับอะตอม เวชศาสตร์นิวเคลียร์ ระบบการขนส่งยา ชีววัสดุ เป็นต้น เนื้อหาไม่ได้เยอะมากเหมือนเซลล์ไบโอ ข้อสอบก็ยากน้อยกว่า ถ้าเทียบกันของเคมีจะยากกว่าฟิสิกส์อยู่เหมือนกัน ต้องเน้นเคมีดี ๆ 

 

พาร์ทการสอบของวิชานี้

สองวิชานี้คะแนนมาจากการสอบ 100% เลย การตัดเกรดก็อิงเกณฑ์ 80% 

 

Doctor and Society หรือรายวิชาแพทย์กับสังคม

เนื้อหาจะเน้นพวกหลักการเรียน หลักการคิดวิเคราะห์ หลักการประพฤติตัวของแพทย์ภายใต้ความคาดหวังของสังคมและผู้ป่วย แล้วก็มีเรื่องย่อย ๆ เช่น การแยกขยะ แพทย์นักวิจัย แพทย์แผนไทย ประวัติศาสตร์การแพทย์ เอาจริงเป็นวิชาที่ฟังดูน่าเบื่อมากกกกกก แต่ถ้าน้องตั้งใจเรียนจริง ๆ มันจะเป็นประโยชน์กับตัวน้องเลยนะ ทั้งเรื่องทักษะการเรียนและการปฏิบัติให้เหมาะสมกับการเป็นหมอด้วย 

 

พาร์ทการสอบของวิชานี้

การสอบไม่ยากมาก แต่วิชานี้ขึ้นชื่อว่างานเยอะและหนักมากกกกกก ซึ่งก็หนักจริง ๆ แหละ แต่ภายใต้ความหนักนั้นน้องจะได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างกลับมาแน่นอน ซึ่งจะทำให้น้องแกร่งขึ้นและโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น 

 

จะมีอีกอย่างคือ

วิชาศึกษาทั่วไปหรือ GenEd 

ทางคณะบังคับให้น้องต้องลง 3 วิชาภายในปี 1 สามวิชานี้ก็จะแบ่งเป็น 3 หมวด หมวดละ 1 วิชา มีหมวดสังคมศาสตร์ หมวดมนุษยศาสตร์ และหมวดวิทยาศาสตร์ ซึ่งน้องก็สามารถเลือกวิชาที่สนใจได้เลย แต่เพราะว่าแต่ละวิชามัน 3 หน่วยกิตแหนะ เท่ากับเซลล์ไบโอของคณะเลย เวลาเลือกก็ต้องเลือกดี ๆ ด้วย 

 

เตรียมตัวเตรียมใจ สู่การเรียนหนัก 

อยากเป็นหมอต้องอดทน พี่คิดอยู่แล้วว่าคณะนี้เรียนหนัก แต่…ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้5555 คือพี่รู้สึกว่าหนักกว่าตอน ม.ปลายหลายเท่าเลย (อยากที่บอกคือเนื้อหาที่เรียนเยอะขึ้นหลายเท่า 1 ชั่วโมงต้องเรียนเกือบ 50 สไลด์แน่ะ) เหมือนอ่านประมาณสอบเข้ามหาวิทยาลัยตลอดเวลา

 

ชีวิตไม่ได้มีแค่ “เรียน” แต่มี “กิจกรรม” สอดแทรกให้ทำ 

ที่นี่มีหลายชมรมให้เข้าตามความสนใจ เช่น มีงานดนตรีให้น้องได้รวมวงขึ้นไปแสดง มีฝ่ายวิชาการ ฝ่ายพัฒน์ ฝ่ายไลท์ซาวน์ และอื่น ๆ อีกเยอะให้น้องที่สนใจเข้าร่วม มีสนามกีฬาหลายอย่างให้ไปเล่นได้ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สนามบาส สนามเทนนิส คอร์ทแบต สิ่งที่อยากจะบอกคือว่าน้องต้องแบ่งเวลาดี ๆ หลังจากเข้ามาในคณะแล้ว ต้องมีทั้งเรื่องเรียน เรื่องกิจกรรม และเรื่องส่วนตัวด้วย

สอบเข้า กับ สอบตอนเรียน ต่างกันคนละเรื่อง  

สิ่งที่แตกต่างจาก ม.ปลาย ชัดเจนมากคือเรื่องวินัยในการอ่านหนังสือ อย่างตอน ม.ปลาย น้องจะดองเนื้อหาไปอ่านตอนสัปดาห์ก่อนสอบหรือคืนก่อนสอบมันก็ยังทัน แต่ถ้ามาทำตอนอยู่มหาลัยนี่คือ “ตาย” อย่างเดียวไม่ทันแน่ อารมณ์แบบหนังสือรัดตัว และข้อสอบก็ไม่ได้ง่ายขนาดที่ไม่อ่านก็ทำได้ ก็คือจะบอกว่าทางที่ดีพยายามค่อย ๆ อ่านสะสมไปเรื่อย ๆ ทุกวัน แล้วพอช่วงสอบน้องก็จะสบายกว่าเพื่อน อีกอย่างคือตอน ม.ปลาย น้องจะมีเป้าหมายการอ่านหนังสือที่ชัดเจนว่า…จะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ แต่พอเข้ามาได้แล้วปุ๊บมันจะไม่มีอะไรมากระตุ้นให้อ่านหนังสือแล้ว มีแค่ตัวน้องเองแหละที่จะคอยกระตุ้นตัวเอง 

ประสบการณ์ เป็นเรื่องของบุคคล จริง ๆ ถ้าน้องมาเรียน อาจจะไม่ได้รู้สึกโหดหรือหนักเหมือนพี่ก็ได้นะ ><’ เอาเป็นว่าใครที่มีใจอยากจะเป็นหมอ พี่ขอให้สู้ ๆ เหนื่อยนิดก็ฮึบเข้าไว้ แล้วอาชีพนี้ก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

 

เข้าไปอ่านบทความ “เตรียมสอบหมอ ขอ 1 ปี คุยกับว่าที่หมอจ๊อบ ภาวิช” คลิกที่รูปเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทความถัดไป >

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (0)

{

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง
เรามีการเก็บข้อมูลของคุณเกี่ยวกับการเข้าชมหน้าเว็บไซต์ (คุกกี้) เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณกลับเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเราในครั้งต่อ ๆ ไป หากคุณใช้งานเว็บไซต์ของเราต่อ ถือว่าคุณยินยอมให้มีการใช้งานคุกกี้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้
ไม่ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้