คณะแพทย์ศาสตร์เป็นคณะที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่บางครั้งก็มีคนที่สอบเข้าไปเรียนแล้วไม่ชอบ เพราะไม่เหมือนที่คิดไว้ บทความนี้จะมาพูดถึง 9 เรื่องที่คนเรียนหมอต้องเจอ เป็นข้อมูลให้น้อง ๆ คนที่กำลังตัดสินใจว่าจะเรียนหมอดีหรือไม่ ได้ทบทวนว่าเส้นทางนี้ใช่สำหรับเราหรือเปล่าค่ะ

 

1. เรียนหนัก

อาชีพหมอเป็นอาชีพที่ทำงานกับชีวิตคน ดังนั้นหมอจึงต้องเรียนหลายเรื่อง ต้องรู้หลายระบบของร่างกาย ต้องจำชื่อยาที่จำเป็นได้ ต้องรู้จักโรคที่พบบ่อย เพื่อที่จะรักษาคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น อาชีพนี้จึงเรียนหนักมาก 

 

สมัยที่พี่หมอเรียนชั้นปี 2 ต้องเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ แต่ละวันหลังเลิกเรียนต้องมานั่งท่องกล้ามเนื้อแต่ละมัด เพราะถ้าจำไม่ได้ วันพรุ่งนี้จะเรียนกล้ามเนื้อมัดอื่นแล้วอาจจำเนื้อหาสับสนได้

 

2. เรียนนาน

ในระดับชั้นปริญญาตรี คณะอื่นใช้เวลาเรียน 4 ปี (ยกเว้นบางคณะ เช่น เภสัชศาสตร์ หรือ ทันตแพทยศาสตร์) แต่คณะแพทย์ต้องใช้เวลาถึง 6 ปี จึงจะเรียนจบเป็นแพทย์ทั่วไปแล้วมักจะต้องไปใช้ทุนด้วย และถ้าอยากเป็นแพทย์เฉพาะทาง ต้องเรียนต่อเป็นแพทย์ประจำบ้าน (เรสซิเดนท์) ซึ่งใช้เวลาอีก 3-5 ปี และหากใครอยากเรียนต่อเฉพาะทางของเฉพาะทางอีกที (เฟลโล่) จะใช้เวลาเพิ่มไปอีก 1-3 ปี เช่น ตัวพี่หมอเอง เรียนจบแพทย์ใช้เวลา 6 ปี เรียนต่อจิตแพทย์ทั่วไปใช้เวลา 3 ปี และจิตแพทย์เด็กอีก 2 ปี รวมเวลาเป็น 11 ปีกว่าจะเรียนจบ (ยังไม่รวมเวลาใช้ทุน)

 

3. อยู่เวร

การอยู่เวร คือการอยู่โรงพยาบาลข้ามคืนเพื่อดูแลคนไข้ อาจเป็นคนไข้ในแผนกผู้ป่วยใน หรือคนไข้ที่เข้ามารับการรักษาในแผนกฉุกเฉิน บ่อยครั้งที่หลังจากอยู่เวรแล้วต้องทำงานที่โรงพยาบาลต่อในตอนเช้าวันถัดไปจนกว่าจะเลิกงาน บางเวรอาจมีเวลาว่างให้งีบพัก แต่บางเวรก็อาจยุ่งจนโต้รุ่งข้ามคืนได้ หมอคิดว่าการอยู่เวรเป็นสิ่งที่ทำให้อาชีพหมอทำงานค่อนข้างหนัก สำหรับคนที่ไม่ชอบการนอนไม่เป็นเวลา หรือไม่อยากให้ใครมารบกวนการนอน อาจจะต้องทบทวนว่ายังอยากทำอาชีพนี้อยู่หรือไม่ค่ะ

 

4. ช่วงเรียนอาจไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว

หลังจากที่พูดถึงเรื่องการเรียนหนัก เรียนนาน และการอยู่เวรไปแล้ว ผลกระทบที่ตามมาก็คือการไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว ช่วงวันหยุดยาวอาจจะต้องไปดูแลคนไข้หรืออยู่เวร หมอจึงมีเวลาส่วนตัวค่อนข้างน้อย 

 

5. หลังเรียนจบ 6 ปีอาจต้องทำงานไกลบ้าน

เมื่อเรียนจบแล้ว ส่วนใหญ่หมอจะต้องออกไปใช้ทุน โดยการใช้ทุนนี้มีหลากหลายรูปแบบ บางคนมีโรงพยาบาลที่เจาะจงแล้วว่าต้องไปใช้ทุนที่นี่หลังเรียนจบ บางคนอาจต้องไปจับฉลาก ซึ่งการใช้ทุนนี้มักเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ มีโอกาสที่หมอบางคนจะต้องไปทำงานไกลบ้าน เรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับน้อง ๆ มัธยม แต่พี่หมออยากให้ทราบคร่าว ๆ ว่าการเป็นหมอมีโอกาสที่จะทำงานไกลบ้านค่ะ

 

6. ต้องเจอกับความไม่แน่นอน

อาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนอยู่เสมอ เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าเราจะเจอคนไข้แบบไหน ยกตัวอย่างเช่น สูตินรีแพทย์ต้องเจอกับความไม่แน่นอนว่าคนไข้ที่มาฝากครรภ์จะปวดท้องคลอดลูกตอนไหน ศัลยแพทย์ต้องเตรียมรับมือกับคนไข้ที่ได้รับอุบัติเหตุมา ซึ่งอาจต้องได้รับการผ่าตัดด่วน ฯลฯ ดังนั้น การเตรียมพร้อมเพื่อเจอกับความไม่แน่นอน จะทำให้รับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้

 

7. ต้องทำงานกับคนเยอะมาก

ข้อนี้เป็นสิ่งที่หมอเพิ่งสังเกตตอนใกล้จะเรียนจบแล้ว การทำงานในสายอาชีพนี้ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนหลากหลาย ตั้งแต่เพื่อนแพทย์ด้วยกันเอง อาจารย์ รุ่นพี่ที่มาส่งเวรให้เรา รุ่นน้องที่ราวน์คนไข้ด้วยกัน นอกจากจะต้องเจอคนไข้แล้ว แพทย์ยังต้องทำงานกับเพื่อนร่วมสหวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็น พยาบาล เภสัชกร นักสังคมสงเคราะห์ จะเห็นได้ว่ามีการติดต่อพูดคุยกับคนมากมาย

 

8. เป็นอาชีพที่ใช้ทักษะสื่อสาร

สืบเนื่องมาจากการที่แพทย์เป็นอาชีพที่ทำงานกับคนเยอะมาก ทำให้เป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะสื่อสารอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่การซักประวัติคนไข้ การคุยกับญาติ การบอกคนไข้เรื่องโรคที่เป็นอยู่รวมถึงอธิบายวิธีการรักษา การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านต่าง ๆ การทำงานร่วมกับพยาบาล แพทย์ที่ใช้ทักษะการสื่อสารเป็นจะทำให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองยังขาดทักษะด้านนี้ อยากให้กำลังใจว่าเป็นทักษะที่สามารถฝึกกันได้ค่ะ หากเรามีทัศนคติที่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

 

9. ความท้อใจเกิดขึ้นได้ 

บางคนมาเรียนหมอเพื่อต้องการช่วยเหลือคนไข้ ต้องการรักษาโรคให้หาย แต่เมื่อมาเรียนแล้วพบว่าบางโรคนั้นอาจรักษาไม่หาย หรือมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการรักษา เช่น คนไข้ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ยังดื่มเหล้าสูบบุหรี่อยู่ทั้ง ๆ ที่มีโรคประจำตัว ทำให้ผลการรักษาออกมาไม่ดี สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเป็นหมอเกิดความท้อได้ ซึ่งพี่หมอคิดว่าแพทย์หลายคนน่าจะเคยมีความรู้สึกนี้

 

ดังนั้น จึงอยากชวนน้อง ๆ ที่กำลังคิดอยากเรียนหมอถามตัวเองว่าทำไมถึงอยากเรียน อย่าเรียนเพียงเพราะคิดว่ามันเท่ดี เพราะอยากทำตามกระแสสังคม หรือเพราะที่บ้านสั่งให้เรียน เพราะเมื่อเวลาท้อ คนที่มีความตั้งใจอยากเป็นหมอจริง ๆ จะมีเหตุผลที่ทำให้มีแรงเดินหน้าต่อ และพยายามก้าวข้ามผ่านอุปสรรคไป

 

หวังว่า 9 ข้อนี้จะช่วยในการตัดสินใจของน้อง ๆ ที่กำลังเลือกเส้นทางนี้นะคะ ถ้าอ่านแล้วยังรู้สึกว่าอาชีพนี้ใช่ พี่หมอเป็นกำลังใจให้ แต่ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ ยังมีอีกหลายอาชีพรอน้อง ๆ อยู่ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (0)

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง
เรามีการเก็บข้อมูลของคุณเกี่ยวกับการเข้าชมหน้าเว็บไซต์ (คุ้กกี้) เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณกลับเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเราในครั้งต่อ ๆ ไป หากคุณใช้งานเว็บไซต์ของเราต่อถือว่ายินยอมให้มีการใช้งานคุ้กกี้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้