หลังจากน้อง ๆ ได้ศึกษาเรื่องหุ้นมาพอสมควรแล้ว หลายคนอยากจะเริ่มลงทุน อยากรู้แล้วว่าเราจะซื้อขายหุ้นได้อย่างไร หุ้นซื้อขายกันที่ไหน ต้องซื้อขายผ่านใคร  ซื้อหุ้นในตลาดแรกกับตลาดรองแตกต่างกันอย่างไร พี่มาบอกแล้วที่บทความนี้

 

การซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีอยู่ด้วยกันสองตลาด คือ ตลาดแรก และ ตลาดรอง

การซื้อขายในตลาดแรก หรือการซื้อขายหุ้น IPO (Initial Public Offering) เกิดจากการที่บริษัทต้องการระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อขยายกิจการ โดยราคาหุ้นจะถูกกำหนดไว้ให้นักลงทุนมาจับจอง ในการซื้อหุ้น IPO นั้น เราจะต้องจองซื้อผ่านผู้จัดจำหน่ายเท่านั้น เช่น บริษัทหลักทรัพย์ หรือตัวแทนจำหน่ายหลักทรัพย์ที่บริษัทแต่งตั้ง

การซื้อขายในตลาดรอง เป็นการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดรองทำหน้าที่เพื่อการซื้อขายหุ้นที่ได้ผ่านการซื้อขายในตลาดแรกแล้ว การซื้อขายในตลาดรองจึงเป็นการซื้อขายเพียงเพื่อการเปลี่ยนมือระหว่างนักลงทุนด้วยกัน ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ลงทุนมีโอกาสซื้อขายหุ้นที่ถืออยู่

 

แต่ก่อนจะเริ่มต้นซื้อขาย “หุ้น”  เราจำเป็นต้องมีบัญชีซื้อขายหุ้นก่อน

ในการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นนั้น เราต้องเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ หรือที่เรียกกันว่า “โบรกเกอร์” โบรกเกอร์ คือ ผู้ที่ทำหน้าที่รับคำสั่งซื้อขายหุ้นจากผู้ลงทุน แล้วส่งเข้าสู่ระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้เกิดการจับคู่คำสั่งซื้อขาย ชำระเงินค่าซื้อขายหุ้น และนำหุ้นเข้าบัญชีของผู้ลงทุน

 

โดยในการซื้อขายหุ้น โบรกเกอร์จะมีรายได้หลักจากการเก็บค่าธรรมเนียมโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดรวมของมูลค่าการซื้อขายหุ้นในแต่ละวัน เช่น เราซื้อหุ้นตัวนึงที่ราคา 40 บาท จำนวน 1,000 หุ้น รวมเป็นเงิน 40,000 บาท ถ้าเราซื้อขายเองผ่านอินเตอร์เน็ตก็จะเสียค่าธรรมเนียมโดยประมาณที่ 0.16% หรือคิดเป็นค่าธรรมเนียม 64 บาท เมื่อรวมกับมูลค่าหุ้นแล้ว เราต้องชำระเงินค่าซื้อขายหุ้นรวม 40,064 บาท แต่บางโบรกเกอร์อาจมีการตั้งค่าธรรมเนียมขั้นต่ำไว้ เช่น 50 บาท หรือ 100 บาท คือหากคิดค่าธรรมเนียมการซื้อขายออกมาแล้วไม่ถึงจำนวนขั้นต่ำ ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ ซึ่งค่าธรรมเนียมนี้ ทางโบรกเกอร์คิดทั้งตอนซื้อและตอนขาย

 

ดังนั้นแล้วสำหรับมือใหม่และผู้ลงทุนที่ใช้วิธีการสะสมหุ้นโดยทยอยซื้อทีละน้อย พี่แนะนำให้เลือกโบรกเกอร์ที่ “ไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ” จะได้ซื้อขายหุ้นกันแบบประหยัด ๆ รวมถึงอย่าลืมดูรูปแบบการบริการว่าเหมาะสมกับเราหรือไม่

 

การซื้อขายหุ้น

โดยปกติทางตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้ซื้อขายหุ้นบนกระดานหลัก (Main Board) อย่างน้อยเท่ากับ 100 หุ้น และทวีคูณเพิ่มทีละ 100 หุ้น เช่น ตอนนี้หุ้นของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือชื่อย่อหุ้น AOT ราคา 65.50 บาท การจะซื้อ 100 หุ้น เท่ากับ 6,550 บาท  เป็นต้น แต่กรณีที่หุ้นมีราคาปิดตั้งแต่ 500 บาทขึ้นติดต่อกัน 6 เดือน จะซื้อขายอย่างน้อยเท่ากับ 50 หุ้น

 

หลังจากที่เราเลือกได้แล้วว่าจะเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกับโบรกเกอร์ไหนดีแล้ว ยังมีอีกขั้นตอนหนึ่งที่เราต้องตัดสินใจ คือ เราจะเลือกเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นประเภทไหนดี แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร แล้วจะเลือกประเภทบัญชีอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง

 

ในการเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหุ้นนั้นจะมีบัญชีให้เราเลือกเปิดได้ 3 ประเภท

1.บัญชีเงินสด (Cash Account) คือ บัญชีซื้อขายหุ้นที่นักลงทุนสามารถสั่งซื้อหุ้นเท่ากับวงเงินที่ได้รับ ซึ่งวงเงินที่ได้รับนั้นทางโบรกเกอร์จะพิจารณาจากหลักฐานทางการเงินของผู้ขอเปิดบัญชี เช่น บัญชีเงินฝากธนาคาร เงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่าง ๆ สลิปเงินเดือน เป็นต้น  

 

ก่อนที่จะส่งคำสั่งซื้อหุ้นได้ นักลงทุนจะต้องวางเงินประกัน 20% ของวงเงินที่ต้องการจะเทรด หรืออาจจะวางเงิน 20% ของวงเงินอนุมัติ เช่น ได้รับวงเงินอนุมัติ 100,000 บาท เราต้องวางเงินประกัน 20,000 บาท แต่เมื่อมีหุ้นในพอร์ตแล้ว เราก็สามารถนำหุ้นในพอร์ตมาใช้เป็นเงินประกันได้เช่นกัน จากนั้นเมื่อสั่งซื้อหุ้นแล้วนักลงทุนต้องโอนเงินชำระค่าซื้อหุ้นภายใน 2 วันหลังจากคำสั่งซื้อได้รับการยืนยัน

 

บัญชีเงินสดมีลักษณะ “ลงทุนก่อน จ่ายเงินทีหลัง” คือ สั่งซื้อได้ก่อน แล้วโอนเงินชำระค่าหุ้นภายในเวลาที่กำหนด ผู้ลงทุนที่จะเปิดบัญชีประเภทบัญชีเงินสดได้นั้น ต้องได้รับการอนุมัติจากโบรกเกอร์ว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดีในระดับหนึ่ง

 

2.บัญชีวางหลักประกันเต็มจำนวน (Cash Balance) คือ บัญชีซื้อขายหุ้นที่นักลงทุน ต้องฝากเงินเข้าไปไว้ในบัญชีซื้อขายหุ้นกับโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชีซื้อขาย เป็นบัญชีที่เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ เพราะมีเงินในบัญชีเท่าไหร่ ก็ใช้ซื้อหุ้นได้เท่านั้น กรณีที่วงเงินไม่พอกับมูลค่าหลักทรัพย์ที่ต้องการซื้อ ก็สามารถโอนเงินเพิ่มเข้าบัญชีได้ ซึ่งในส่วนของเงินที่อยู่ในบัญชีหากไม่ได้มีการซื้อขายก็จะได้รับดอกเบี้ยตามที่โบรกเกอร์กำหนดไว้

บัญชีประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่และนักลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่มากนัก ต้องการจำกัดวงเงินการลงทุน หรือกลัวว่าจะลงทุนเกินจำนวนเงินที่มี

 

3.บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ (Credit Balance) เป็นบัญชีที่นักลงทุนสามารถกู้ยืมเงินของโบรกเกอร์มาซื้อหุ้น ซึ่งหุ้นที่จะซื้อได้ต้องอยู่ในรายชื่อหุ้นที่บริษัทฯ กำหนดไว้เท่านั้น โดยนักลงทุนจ่ายเงินซื้อเองส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นการกู้ยืมจากโบรกเกอร์ โดยนักลงทุนจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินส่วนที่กู้ยืมด้วย

 

ในการเลือกใช้บัญชีประเภทนี้ วงเงินกู้ยืมอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามราคาหุ้นที่วางเป็นหลักประกันไว้ ถ้าราคาหุ้นที่วางเป็นหลักประกันไว้ลดลงมาก ๆ จนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โบรกเกอร์อาจบังคับให้ลูกค้าวางหลักประกันหรือเรียกเงินสดเพิ่ม หรืออาจบังคับขาย (Forced Sell) หุ้นดังกล่าวเพื่อรักษาอัตรามาร์จิ้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด

 

บัญชีประเภทนี้จึงเป็นบัญชีสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อหุ้นมากกว่าเงินที่ตัวเองมีอยู่ โดยใช้เงินหรือหลักทรัพย์ของตัวเองส่วนหนึ่งมาวางเป็นหลักประกัน จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์การลงทุนสูง มีความสามารถในการลงทุน และมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดี

 

โดยทั่วไปแล้ว ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย หรือค่า Commission ของแต่ละประเภทบัญชีจะไม่เท่ากันด้วย

 

สุดท้ายแล้วนอกจากเลือกประเภทบัญชีให้เหมาะกับตัวเราแล้ว น้อง ๆ ควรศึกษาข้อมูล รายละเอียด เงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ให้ดี ก่อนตัดสินใจเลือกเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นครับ

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (0)

{

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง
เรามีการเก็บข้อมูลของคุณเกี่ยวกับการเข้าชมหน้าเว็บไซต์ (คุกกี้) เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณกลับเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเราในครั้งต่อ ๆ ไป หากคุณใช้งานเว็บไซต์ของเราต่อ ถือว่าคุณยินยอมให้มีการใช้งานคุกกี้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้
ไม่ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้