การลงทุนในหุ้น คือ การเข้าไปเป็นเจ้าของกิจการ การซื้อหุ้นจึงเปรียบเสมือนการซื้อธุรกิจ สิ่งที่ผู้ถือหุ้นได้รับ คือมีความเป็นเจ้าของกิจการ มีสิทธิในทรัพย์สิน รายได้ และกำไรของกิจการนั้น ๆ เมื่อเราเข้าไปเป็นเจ้าของกิจการแล้วเราก็คาดหวังว่ากิจการจะเติบโตขึ้น มีกำไรเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และสร้างผลตอบแทนให้กับเงินลงทุนของเรา ผ่านการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นมากขึ้น (Dividends) หรือมีราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะเมื่อราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นมูลค่าเงินลงทุนของเราก็จะงอกเงยตามไปด้วยหรือเรียกว่ากำไรจากส่วนต่างราคา (Capital gain)

 

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหุ้น น้อง ๆ จึงต้องมีความรู้ในบริษัทหรือกิจการที่กำลังจะเข้าไปลงทุนก่อน เช่น บริษัททำธุรกิจอะไร สินค้าคืออะไร รายได้มาจากทางใด มีคู่แข่งคือใคร เพื่อช่วยให้เราเข้าใจปัจจัยที่อาจจะมีผลต่อธุรกิจของบริษัท และนำมาคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตของบริษัท รวมถึงต้องรู้จักวิธีประเมินมูลค่าหุ้นว่าราคามีความเหมาะสมหรือคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่

 

การค้นหาหุ้นพื้นฐานดีในตลาดหลักทรัพย์นั้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด วันนี้พี่เบิร์ดจะมาแชร์แนวทางการค้นหา “หุ้นพื้นฐานดี” เพื่อเป็นไอเดียให้น้อง ๆ ในการคัดเลือกลงทุนหุ้นพื้นฐานดี

 

โดยทั่วไปแล้วหุ้นพื้นฐานดีหรือบริษัทที่ดี มี 6 ปัจจัยนี้ที่ใช้ในการคัดเลือก

1. กิจการมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง มีกำไรสม่ำเสมอ

บริษัทที่ดีควรมียอดขายหรือรายได้ที่เติบโตต่อเนื่อง มีกำไรสม่ำเสมอในระยะยาว การดูผลประกอบการย้อนหลัง อาจจำเป็นต้องดู 5-10 ปีย้อนหลัง เพื่อดูว่ากิจการมีผลประกอบการดี เติบโตอย่างสม่ำเสมอ มีกำไรอย่างต่อเนื่องหรือไม่ บริษัทที่ทำผลงานได้ดีในอดีต มีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีในอนาคต เราสามารถใช้ข้อมูลของบริษัทในอดีตมาวิเคราะห์ ร่วมกับการคาดการณ์รายได้ในอนาคต บริษัทที่ทำธุรกิจได้กำไร ก็จะนำมาจ่ายผู้ถือหุ้นในรูปแบบของเงินปันผล ถ้าบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บริษัทก็สามารถจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ได้ (ซึ่งราคาหุ้นก็มักสูงขึ้นตาม)

 

2. บริษัทมีความสามารถหรือความได้เปรียบด้านการแข่งขัน 

การที่บริษัทมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโต ทำให้การที่คู่แข่งขันจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้บริษัทสามารถทำกำไรสูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และสามารถรักษาระดับการทำกำไรอย่างนั้นได้เป็นเวลานานโดยที่คู่แข่งไม่สามารถมาทำลายได้ ความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจก็อย่างเช่น เป็นธุรกิจที่มีอำนาจในการต่อรองกับลูกค้าสูง ความจงรักภักดีของกลุ่มลูกค้า สินค้าหรือบริการที่จะเข้ามาทดแทนทำได้ยาก ความได้เปรียบด้านต้นทุน แบรนด์ และชื่อเสียงต่าง ๆ เป็นต้น

 

3. ความสามารถของผู้บริหาร

การเติบโตของบริษัทย่อมขึ้นอยู่กับการบริหารของผู้นำ และทีมบริหารที่เก่ง ผู้บริหารที่มีความสามารถจะผลักดันให้บริษัทสร้างผลประกอบการได้เติบโตตามกลยุทธ์ที่วางไว้ รวมถึงเอาตัวรอดได้ในเวลาวิกฤติ นอกจากนี้ผู้บริหารที่ดีควรมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน บริหารบริษัทด้วยความซื่อตรง และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

 

4. ฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีสภาพคล่องดี หนี้สินไม่เยอะ

งบการเงินเป็นข้อมูลสำคัญที่บอกถึงฐานะทางการเงินและความมั่นคงของบริษัท หากบริษัทมีโครงสร้างฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ในระยะยาวจะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง งบการเงินจะเป็นตัวบอกว่าบริษัทมีการจัดหาเงินด้วยโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมหรือไม่ ดูภาพรวมของหนี้สินว่ามากน้อยเพียงไร หากมีหนี้สินมากเกินไปบริษัทก็มีความเสี่ยงที่จะหาเงินมาชำระไม่ทัน ในเวลาเกิดวิกฤตหนัก บริษัทที่ปลอดหนี้หรือมีหนี้สินน้อยจะมีโอกาสอยู่รอดมากกว่าบริษัทที่มีหนี้สินมาก

 

5. มีสภาพคล่องดี

สภาพคล่องทางการเงินมีความสำคัญต่อความอยู่รอดในการทำธุรกิจ บริษัทที่ดีต้องมีเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจที่เพียงพอ ขายสินค้าและตามเก็บหนี้จากลูกหนี้ได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ติดปัญหาในการชำระหนี้สินระยะสั้น มีเงินสดในมือหรือสินทรัพย์ที่สามารถแปลงสภาพเป็นเงินสดได้ในทันทีเมื่อต้องการใช้ นอกจากนี้การที่บริษัทมีสภาพคล่องที่เพียงพอเมื่อบริษัทต้องการขยายกิจการ หรือเห็นโอกาสทางธุรกิจในการลงทุนต่าง ๆ ก็สามารถทำได้ทันที

 

6. เลือกธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตหรืออยู่ใน Mega Trend

Mega Trends คือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก เราควรต้องศึกษา วิเคราะห์แนวโน้มใหญ่ในมุมมองของเราว่ามีอะไรบ้างและเลือกลงทุนในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มใหญ่ดังกล่าว เช่น การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุน่าจะส่งผลดีต่อกลุ่มอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ  หรือเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ เป็นต้น

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ เราสามารถค้นหาได้จากแหล่งต่าง ๆ เช่น เอกสาร 56-1 รายงานประจำปี งบการเงิน จากบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ จากการวิเคราะห์ข่าว รวมทั้งเรายังสามารถรับชมข้อมูล Opportunity Day (Oppday) ซึ่งเป็นงานที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เปิดให้บริษัทจดทะเบียนมาให้ข้อมูลกับนักลงทุน

 

โดยที่เราอาจจะเริ่มต้นคัดเลือกหุ้นจากบริษัทที่อยู่ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่เรามีความเข้าใจก่อน การที่เรามีความเชี่ยวชาญในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้น ๆ จะช่วยให้เรามีความเข้าใจและเรียนรู้ได้เร็ว เพราะเรามักเข้าใจพื้นฐานทางธุรกิจ รู้แนวโน้มของธุรกิจว่า เป็นขาขึ้นหรือขาลง เข้าใจคู่แข่งขันในอุตสาหกรรม รวมถึงเข้าใจในจุดอ่อนจุดแข็ง จะช่วยให้เรามั่นใจ และสามารถคัดกรองหุ้นดีในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นได้ง่ายขึ้น

 

เมื่อเราคัดกรองหุ้นออกมาแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าซื้อทันที หรือทุกราคาจะเป็นราคาที่เหมาะสมในการเข้าลงทุน บริษัทที่มีธุรกิจที่ดีและมีแนวโน้มผลการดำเนินงานที่เติบโต อาจไม่ใช่บริษัทที่น่าลงทุนเสมอไป ดังนั้น เราจำเป็นต้องมีการประเมินมูลค่าหุ้นก่อนที่จะเข้าซื้อหุ้นทุกครั้ง ว่าราคาในขณะนั้นมีความเหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุนมากน้อยเพียงใด

 

ถ้าเป็นหุ้นที่ดี ธุรกิจยังมีแนวโน้มดี เราก็ควรจะถือลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ธุรกิจยังดี ซึ่งในระยะยาวหุ้นของกิจการที่ดีจะไม่ถูกทิ้งให้มีราคาถูก เพราะเมื่อธุรกิจเติบโต ราคาหุ้นก็สูงขึ้นเอง แต่หุ้นของกิจการที่แย่จะมีราคาสูงอยู่ได้ไม่นาน

 

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญของการลงทุนคือต้องกระจายความเสี่ยง เพื่อไม่ให้หุ้นตัวใดตัวหนึ่งมีผลกระทบต่อภาพรวมของพอร์ตมากเกินไป ถ้าเราไม่สามารถกระจายเงินลงทุนในหุ้นหลาย ๆ ตัวได้ด้วยตัวเอง หรือไม่มีเวลาติดตามศึกษาข้อมูล การลงทุนผ่านกองทุนรวมก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะมีมืออาชีพมาคอยบริหารจัดการ คัดเลือกหุ้นให้ และติดตามผลการดำเนินงานของแต่ละบริษัทว่าเป็นไปตามที่คาดการณ์ไหม หากธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง ทางผู้จัดการกองทุนก็จะเป็นคนที่ช่วยปรับเปลี่ยนการลงทุนให้

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (0)

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง
เรามีการเก็บข้อมูลของคุณเกี่ยวกับการเข้าชมหน้าเว็บไซต์ (คุ้กกี้) เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณกลับเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเราในครั้งต่อ ๆ ไป หากคุณใช้งานเว็บไซต์ของเราต่อถือว่ายินยอมให้มีการใช้งานคุ้กกี้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้