เคยมั้ย คิดอยากจะสร้างบางสิ่งขึ้นมา โดยคิดแล้วว่าสิ่งนั้นมันดีแน่ ๆ แต่อีกใจก็แอบไม่มั่นใจว่าจะมีลูกค้ามาใช้มันจริง ๆ ?

 

ถ้าอยากรู้ว่าสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาแล้วจะมีคนใช้จริงมั้ย วิธีง่าย ๆ ที่นิยมทำกันคือ “ลงมือทำเลย” เช่น หากเราอยากรู้ว่าข้าวไข่เจียวที่ทำจะมีคนมาซื้อไหม เราก็แค่ทอดไข่เจียว หุงข้าว และนำออกไปขายดู ใช้เวลาเตรียมตัวอย่างมากแค่ 1 วัน ก็จะรู้ผลลัพธ์รอบแรกแล้วว่าของเราขายได้ไหม

 

ฟังดูง่ายใช่ไหมครับ? แต่หากน้อง ๆ เปลี่ยนจากข้าวไข่เจียวเป็นการทำแอปพลิเคชัน การผลิตรถยนต์ หรือสร้างอะไรบางอย่างที่ต้องใช้เวลานาน หรือมีค่าใช้จ่ายสูง ลองคิดดูว่าจะกล้าทำทันทีไหม?

 

ลองนึกถึงผลิตภัณฑ์ที่อยากทำจริงขึ้นมาจริง ๆ สักชิ้นก็ได้ครับ เชื่อว่าน้อง ๆ ต้องมีความรู้สึกว่าเออ... เราก็ยังอยากทำมันอยู่นะ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าผลิตออกไปแล้วจะมีคนใช้ หรือคุ้มค่ากับที่ลงทุนไปหรือเปล่า ซึ่งสิ่งนี้แหละครับที่เรียกว่า “ความเสี่ยง”

 

วันนี้พี่เลยจะขอเล่าวิธีช่วยลดความเสี่ยงที่เข้าใจง่ายที่สุด เพิ่มความมั่นใจในการสร้างผลิตภัณฑ์ และช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น นั่นก็คือ การออกไปคุย โดยจะต้องออกไปคุยแบบต่อหน้ากับคนที่เราคิดว่าจะสามารถมาเป็นลูกค้าในอนาคตได้

 

แล้วการออกไปคุยต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง??

อย่างแรก ต้องคิดก่อนว่าคนที่เราไปคุยด้วยนั้นคือใคร วิธีการทำคือต้องตั้ง Persona ของกลุ่มเป้าหมายเราขึ้นมา (สมมติจากความรู้ และข้อมูลที่มีได้เลย) โดยการตั้ง Persona จะกำหนดจากหัวข้อหลัก ๆ ดังนี้

 

1. Demographic

ข้อมูลส่วนตัวพื้นฐานที่ควรมี เช่น ชื่อ อายุ เพศ อาชีพ การศึกษา รายได้ เป็นต้น และอาจจะมีข้อมูลส่วนอื่นประกอบได้ เช่น ลักษณะนิสัย หรือกิจกรรมที่เขาชอบทำ

 

2. Psychographic

เป็นเรื่องของรายละเอียดเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับความคิด ที่ส่งผลว่าทำไมเขาถึงดำเนินชีวิตแบบนั้น เช่น Attitude, Needs, Motivation, Pains หรือ Gains เป็นต้น

 

มาดูตัวอย่างเพิ่มความเข้าใจสักหน่อย เช่น หากพี่อยากสร้างแอปฯ เกี่ยวกับการเงินให้น้อง ๆ ม.ปลายใช้ พี่ก็จะนึก Persona ขึ้นมาเร็ว ๆ ประมาณนี้

 

ตัวอย่างการตั้ง Persona

Demographic

  • ชื่อ น้องสตางค์
  • อายุ 17 ปี
  • เรียนอยู่ชั้นม.6
  • เรียนอยู่โรงเรียนรัฐบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ
  • รายได้ปานกลาง-ค่อนข้างดี
  • พักอาศัยอยู่ที่หอพักในกรุงเทพฯ

พฤติกรรมอื่น ๆ

  • น้องสตางค์เป็นหัวหน้าห้อง จึงต้องคอยจัดการเรื่องต่าง ๆ ในห้องเรียนเสมอ
  • น้องสตางค์ชอบทำกิจกรรม มีค่าใช้เยอะที่ต้องบริหารเงิน

 

Psychographic

  • น้องสตางค์มีเป้าหมายที่จะเก็บเงินเพื่อซื้อโทรศัพท์เองให้ได้
  • น้องสตางค์มี Pain เรื่องของค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝันทำให้บางทียังเก็บเงินได้ไม่ค่อยดี
  • น้องสตางค์ชอบลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มีความอยากทดลองอะไรใหม่ ๆ

 

พอจะเห็นหน้าตาน้องสตางค์ขึ้นมาบ้างแล้วใช่มั้ยล่ะ หลังจากนั้นก็แค่นำ Persona น้องสตางค์มาใช้ในชีวิตจริง ว่าเราจะไปคุยกับคนแบบน้องสตางค์ได้อย่างไร

 

หากมีคนรู้จักที่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกับน้องสตางค์ก็นัดคุยกับเค้าเลย จะเป็นคุยทางโทรศัพท์ หรือถ้าคุยต่อหน้าได้ยิ่งดี ขอเวลาคุยกับเขาสัก 45-60 นาที ก็จะทำให้เราเข้าใจกลุ่มลูกค้าที่เราสนใจมากขึ้นแล้ว ลองหาคนคุยให้ได้อย่างน้อยสัก 5 คนเราก็จะเริ่มเห็นพฤติกรรมที่เหมือนกันของแต่ละคน และเริ่มจับทางผู้ที่จะใช้ผลิตภัณฑ์เราได้

 

แต่หากนึกถึงคนรู้จักที่เป็นแบบน้องสตางค์ไม่ออก ก็ต้องออกไปหาเอง! โดยอิงจากข้อมูลใน Persona คือ เราอาจจะพบกับน้องสตางค์ได้หน้าโรงเรียน ร้านขนมรอบ ๆ โรงเรียน และเชื่อไหมว่าเราสามารถเดินเข้าไปคุยกับคนไม่รู้จักได้นะ โดยขอเวลาเค้าคุยสัก 10 นาทีเพื่อถามคำถามที่เราอยากถาม เช่น เขาชอบทำกิจกรรมอะไร มีความต้องการเก็บเงินซื้อโทรศัพท์ไหม หรือคุยว่าเค้ามีปัญหาทางการเงินอะไรในชีวิตบ้าง หากเราพบสิ่งที่ผลิตภัณฑ์เราสามารถเติมเต็มให้เขาได้ก็บอก เพราะเขาจะอยากคุยกับเราและอยากแชร์ความเห็นเพิ่ม และเราสามารถขอช่องทางติดต่อไว้ เช่น เบอร์โทรศัพท์ หรือ Line เอาไว้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกหลังจากพัฒนาผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว

 

แต่วิธีนี้อาจจะถูกปฏิเสธการคุยบ้างเพราะเขาเร่งรีบอยู่ ดังนั้นจึงต้องมองหาคนที่ยืนรอหรือนั่งรอ แบบนี้เขาสะดวกคุยกับเราได้แน่นอน

 

หลังจากที่คุยจบเราก็กลับเอาข้อมูลมาสรุปเพื่อพัฒนา Persona ของเรา จากที่ตั้งไว้แค่ 1 Persona ข้อมูลนั้นอาจจะแตกออกมาได้เป็น 3 Personas ที่คล้าย ๆ กันก็ได้ แล้วถึงค่อยเลือกว่า Persona แบบไหนเหมาะกับผลิตภัณฑ์เรามากที่สุด

 

นอกจากนี้ ตอนที่เราไปพูดคุยกับคนภายนอกเราอาจจะนำผลิตภัณฑ์ของเราที่วาดไอเดียไว้ในกระดาษไปพูดคุยกับเขาและถามความเห็น รวมถึงราคาที่เขาพอใจจะจ่ายเมื่อเราผลิตเสร็จ และหากเขามีความตั้งใจที่จะรอใช้มัน ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีเลยล่ะ

 

อย่างไรก็ตามการสร้างผลิตภัณฑ์ทุกครั้งมีความเสี่ยง วิธี “ออกไปคุย” นี้จะช่วยให้เราเข้าใจความต้องการของลูกค้ามากขึ้น สร้างผลิตภัณฑ์ได้ตรงใจ จนช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

 

ดังนั้น หากสนใจสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาจริง ๆ จงนึกหน้าลูกค้าของน้อง ๆ ให้ออก (Persona) และอย่าอายที่จะออกไปคุยและนำความคิดเห็นกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อ

 

นี่เป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงในการสร้างหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งการจะสร้างผลิตภัณฑ์ได้นั้นยังมีขั้นตอนอื่น ๆ อีก รอติดตามตอนต่อไปกันนะ หรือหากมีเรื่องไหนอยากให้พี่มาแชร์เพิ่ม คอมเมนต์ทิ้งไว้เลยครับ

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (1)

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง
เรามีการเก็บข้อมูลของคุณเกี่ยวกับการเข้าชมหน้าเว็บไซต์ (คุ้กกี้) เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณกลับเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเราในครั้งต่อ ๆ ไป หากคุณใช้งานเว็บไซต์ของเราต่อถือว่ายินยอมให้มีการใช้งานคุ้กกี้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้