ต้องขอเริ่มต้นเกริ่นก่อนว่าอะไรคือ Product และอะไรคือ Product Manager

  • Product คือ สิ่งของ แอปพลิเคชัน หรือบริการต่าง ๆ ที่เราส่งมอบให้ลูกค้าได้ใช้งาน
  • Product Manager คือ คนที่คอยคุยกับทุก ๆ ฝ่าย หรือคุยกับคนในทีม เพื่อผลักดันให้ Product ออกมาตรงใจกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด รวมถึงต้องประเมินงบประมาณที่ใช้ และวิธีการหารายได้ต่าง ๆ

 

ทักษะที่ต้องมีและควรฝึกฝน เพื่อสร้าง Product ออกมาให้ดี

1. Critical Thinking

หากวันหนึ่งเล่น Twitter แล้วไปเจอ Tweet ที่มีคน Retweet มากกว่า 3,000 ครั้ง ว่า “ระวัง !!! หากวางโทรศัพท์ไว้ในห้องนอน สัญญาณโทรศัพท์จะรบกวนการนอนของเรา” น้อง ๆ จะเชื่อและไม่นำโทรศัพท์ไว้ในห้องนอนอีกเลย หรือแวะไปค้นหาข้อมูลจากแหล่งข่าวอื่น ๆ ก่อนเพื่อตัดสินใจ หรือถ้าน้อง ๆ ที่ให้น้ำหนักกับงานวิจัยมาก อาจจะไปถึงขั้นที่ว่า ถ้าไม่มีงานวิจัยจากแหล่งที่น่าเชื่อถือรองรับ จะไม่เชื่อข้อมูลนี้เด็ดขาด

 

นี่แหละครับคือทักษะที่เรียกว่า Critical Thinking ยิ่งเจอเหตุการณ์ที่ซับซ้อนขึ้นหรือต้องใช้การวิเคราะห์มาก คนที่ผ่านการคิดแบบ Critical Thinking มาเยอะยิ่งได้เปรียบ และจะแก้ปัญหาได้ดี

 

แล้วเราจะฝึกทักษะนี้ได้อย่างไร?

ต้องฝึกที่จะไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ และให้สงสัยในคำกล่าวอ้างไว้ก่อนเสมอ หากเจออะไรที่เข้ามาในชีวิตก็ลองตั้งคำถามกลับไปเลย เช่น เด็กเก่งต้องไปเรียนสายวิทย์เท่านั้นเพราะจะต่อยอดอนาคตได้ง่ายกว่า หรือหากไม่เรียนพิเศษก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ไม่ได้หรอก ... คุณเชื่อว่าคำพูดเหล่านี้เป็นจริงหรือไม่ หรือจริงตรงส่วนไหนบ้าง ?

 

2. Empathy

น้อง ๆ อาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่า Empathy หมายถึง ความเห็นอกเห็นใจ เป็นทักษะการเข้าใจความรู้สึก ความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของบุคคลอื่น ๆ แล้วมันดีอย่างไรกับการทำ Product ล่ะ? ... พี่บอกเลยว่ามีอยู่ 2 เหตุผลใหญ่ ๆ

เหตุผลแรก เวลาที่เราจะผลิตสินค้าหรือบริการ ต้องเข้าใจลูกค้าให้ได้ก่อนว่าเขาอยากได้อะไร เช่น มีลูกค้ามาบอกว่าอยากให้สร้างสะพานข้ามจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งให้หน่อย หากเราด่วนสรุปอาจจะทำสะพานออกมาทันที แต่จริง ๆ แล้วเราควรถามลูกค้ากลับไปว่าอยากได้สะพานไปทำไม อยากข้ามไปหาคนอีกฝั่งหรือเปล่า ถ้าเป็นเหตุผลนี้เราอาจจะแนะนำลูกค้าให้ใช้เรือหรือเครื่องบินแทน และถามลูกค้าต่อว่าอยากไปหาอีกคนทำไม ถ้าได้คำตอบกลับมาว่าอยากไปคุยด้วย สุดท้ายแล้วเขาอาจจะอยากได้โทรศัพท์ก็เป็นได้ และนี่แหละครับทำไมการพูดคุยอย่างเข้าใจและการตั้งใจฟังถึงสำคัญกับการทำ Product

เหตุผลที่สอง คือ การทำงานที่ทำคนเดียวมักไม่สำเร็จ หรือสำเร็จแต่งานเดินช้า เท่านั้นไม่พอเราอาจจะทำต่อระยะยาวไม่ไหว เราจึงจำเป็นต้องมีทีม และเมื่อมีทีม Empathy จึงสำคัญ เราจะทำงานกับคนอื่นได้ไม่ดีหากไม่เข้าใจและหาข้อสรุปออกมาไม่ได้ว่าเขาต้องการอะไร

 

แล้วเราจะฝึกทักษะนี้ได้อย่างไร?

อย่างแรกเลยคือต้องหมั่นสังเกต หากเรารู้จักสังเกตคนรอบตัวจะเริ่มรู้ว่าเขารู้สึกอะไรอยู่ เช่น สังเกตเห็นเพื่อนในกลุ่มกำลังเศร้า น้อง ๆ อาจจะเข้าไปถาม พูดคุย เพื่อให้เขารู้ตัวว่ามีคนใส่ใจ และขณะพูดคุยห้ามน้อง ๆ ไปตัดสินหรือโต้แย้งเขาเด็ดขาด ให้ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะบางครั้งคนที่ทุกข์ใจอาจอยากได้แค่คนคอยรับฟัง ไม่ได้อยากได้ความคิดเห็นกลับมา

 

3. Communication

การสื่อสารสำคัญมาก! อย่างที่เล่าไปในข้อก่อนหน้าว่าการสร้าง Product แต่ละชิ้นต้องทำงานกับคนจำนวนมาก หากเราไม่สามารถพูดคุยสื่อสารให้เข้าใจก็จะทำงานกับคนอื่นลำบาก เช่น สายงานที่เกี่ยวกับการทำ Software เราจะต้องคุยกับทีม Developer หรือ Designer บางทีก็ต้องคุยกับทีมบัญชี การเงิน และทีมกฎหมายอีกด้วย ซึ่งแต่ละฝ่ายก็จะมีวิธีการสื่อสารที่ไม่เหมือนกัน หรือลองสังเกตจากเหตุการณ์ใกล้ตัวน้อง ๆ เช่น เคยมั้ยที่รู้สึกว่าทำงานกับเพื่อนบางคนแล้วไม่ค่อยคลิก งานออกมาไม่ค่อยดี ซึ่งอาจจะเกิดจากเหตุผลง่าย ๆ คือเราคุยกันไม่เข้าใจ ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารมาก ๆ

 

แล้วเราจะฝึกทักษะนี้ได้อย่างไร?

วิธีทำง่ายและอยากให้ลงมือทำจริงเพราะมีประโยชน์มาก ๆ และได้ใช้ตลอดชีวิตแน่นอน เริ่มต้นจากเวลาที่น้อง ๆ จะเขียน หรือพูดอะไรออกไป ต้องคิดเสมอว่ากำลังพูดกับใคร แล้วจุดประสงค์ในการพูดครั้งนี้ อยากได้อะไรกลับมา เช่น ขณะที่พี่กำลังเขียนบทความนี้พี่ก็จะคิดเสมอว่ากำลังเขียนให้น้อง ๆ มัธยม – มหา’ลัยอ่าน แล้วเป้าหมายที่อยากให้เกิดขึ้น คือ น้อง ๆ อยากมาเริ่มฝึกนิสัย 4 อย่างนี้ เพราะรู้ว่ามันมีประโยชน์กับตัวเองมาก ๆ

 

หรือน้อง ๆ ที่กำลังขายของออนไลน์หารายได้เสริมในช่วงนี้ เวลาคิดทำการสื่อสารเพื่อขายของให้ลูกค้า อยากให้ลองสังเกตจากแบรนด์ต่าง ๆ รอบตัวดูว่าเขาขายของกันยังไง เช่น หากน้อง ๆ ทำธุรกิจขายสบู่ และฝึก Critical Thinking หาข้อมูลมาแล้ว จะทราบส่วนผสม ประโยชน์ต่าง ๆ ของสบู่อย่างดี แต่หากสังเกตตามโฆษณา จะเห็นว่าแต่ละแบรนด์จะดึงเฉพาะจุดเด่นของตัวเองออกมาโชว์และมักสื่อสารออกมาไม่ให้เหมือนกับแบรนด์อื่น โดยใช้เวลาสื่อสารน้อยมาก ๆ เพื่อดึงให้คนสนใจโฆษณาจนจบ แบรนด์จึงจำเป็นต้องโชว์แค่ข้อมูลสำคัญให้ลูกค้ารู้เพียง 1% จาก 100% แล้วถ้าเป็นน้อง ๆ ล่ะ จะดึงจุดเด่นอะไรในสบู่ออกมาสื่อสารให้ลูกค้าซื้อ?

 

4. Business Mindset

ข้อนี้ตรงตัวมาก หากจะทำให้ Product อยู่รอดได้ต้องมีความเข้าใจธุรกิจอย่างดีว่าธุรกิจมีโครงสร้างอย่างไร จะอยู่รอดต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง ใช้ต้นทุนเท่าไหร่ ได้กำไรอย่างไร ซึ่งเป็นหัวข้อที่กว้างมาก ๆ

 

แล้วเราจะฝึกทักษะนี้ได้อย่างไร?

พี่อยากแชร์สิ่งที่ทำมาตลอด 2 แบบด้วยกัน

รูปแบบแรก คือ ทำความเข้าใจธุรกิจเสมอ วิธีง่าย ๆ คือให้นึกภาพถ้าเราเดินเข้าร้านไปกินบิงซูกับเพื่อน สิ่งที่พี่ทำเสมอ คือจะคิดว่าหากเปิดร้านนี้ต้องทำอะไรบ้าง ต้องมีทุนเท่าไร ต้องขายได้กี่บาทต่อวัน แล้วกี่ปีจะคืนทุน ซึ่งเราอาจจะคิดเลขง่าย ๆ จากยอดบิลของโต๊ะในวันนั้น คูณกับจำนวนโต๊ะที่มีในร้าน คูณกับเวลาที่เปิดขาย เราก็จะรู้ว่าอ๋อในหนึ่งวันเขาน่าจะมีรายได้ประมาณเท่านี้ แล้วประเมินต้นทุนที่ต้องจ่ายคร่าว ๆ ต่อ เช่น ค่าไฟ ค่าแอร์ ค่าพนักงาน ค่าเช่าร้าน เพียงเท่านี้ก็พอจะรู้แล้วว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะคืนทุน

 

รูปแบบสอง พี่ใช้วิธีนี้ประจำและได้อะไรดี ๆ หลายอย่างกลับมา คือ จะนึกถึงข้อดี ข้อเสีย และวิธีพัฒนาสินค้าหรือบริการนั้นให้ดีขึ้น เช่น หลังจากไปงานคอนเสิร์ต พี่ก็จะดูว่างานนี้พี่ชอบอะไร, ไม่ชอบอะไร แล้วถ้าได้เป็นคนจัดงาน จะทำให้ดีขึ้นยังไง

 

ยังไม่หมดนะ ยังเหลืออีกข้อที่อยากแนะนำสำหรับการเป็น Product Manager ที่สร้างสรรค์ผลงานออกได้ดี คือ น้อง ๆ ต้องรักที่จะเรียนรู้อยู่เสมอไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม เพราะอย่างที่บอกถ้าอยากสร้าง Product ออกมาได้ดีต้องฝึกฝนทักษะและใช้เวลาเรียนรู้เพื่อเก็บประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มฝึก 4 ทักษะเหล่านี้กันเลย !!!

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (0)

{

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง
เรามีการเก็บข้อมูลของคุณเกี่ยวกับการเข้าชมหน้าเว็บไซต์ (คุกกี้) เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณกลับเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเราในครั้งต่อ ๆ ไป หากคุณใช้งานเว็บไซต์ของเราต่อ ถือว่าคุณยินยอมให้มีการใช้งานคุกกี้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้
ไม่ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้