นอกจากการลงทุนในตราสารทุน หรือหุ้นที่น้อง ๆ รู้จักแล้ว การลงทุนในตราสารหนี้ก็นับเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีความผันผวนต่ำ และให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินกับธนาคาร โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอในรูปของดอกเบี้ย และได้รับเงินต้นคืนเมื่อถือจนครบกำหนดไถ่ถอน แต่ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในตราสารหนี้ เราจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับตราสารหนี้และการลงทุนในตราสารหนี้กันก่อน

 

ตราสารหนี้คืออะไร

ตราสารหนี้ เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออกตราสารและผู้ถือตราสาร (ผู้ลงทุน) ผู้ออกตราสารหนี้คือผู้กู้เงินจากผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ดังนั้นผู้ออกจึงมีสถานะเป็น “ลูกหนี้” ในขณะที่ผู้ถือ (นักลงทุน) มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ หรือ “ผู้ให้กู้” นั่นเอง

 

โดยตราสารหนี้ต้องระบุอายุครบกำหนดหรืออายุไถ่ถอน และอัตราดอกเบี้ยเป็นจำนวนที่แน่นอน (Fixed Income)  ทั้งนี้ผู้ถือตราสารหนี้จะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยในระหว่างอายุของตราสารตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ และผู้ถือตราสารสามารถที่จะซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้

 

ดังนั้น การลงทุนในตราสารหนี้จึงมีความแตกต่างจากตราสารทุน (หุ้น) เพราะการที่นักลงทุนซื้อตราสารหนี้ คือ การมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ซึ่งมีระยะเวลาในการลงทุน และมีผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย” ที่กำหนดไว้แน่นอนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ เช่น กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน และผู้ลงทุนจะได้รับ “เงินต้น” คืน ณ วันครบกำหนดไถ่ถอน  ส่วนการซื้อหุ้น คือ การเข้าไปมีส่วนในการเป็นเจ้าของกิจการ ดังนั้น ระยะเวลาในการลงทุนจึงขึ้นอยู่กับผู้ลงทุนเอง และผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัท โดยผลตอบแทนอยู่ในรูปของเงินปันผล รวมถึงส่วนต่างของราคาในกรณีมีการขายหุ้น

 

นักลงทุนมือใหม่อาจจะงงกับชื่อของตราสารทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หุ้นกู้เอกชน ซึ่งชื่อเรียกเหล่านี้ คือตราสารหนี้ทั้งสิ้น  โดยชื่อเรียกตราสารหนี้จะแตกต่างกันไปตามประเภทของผู้ออกตราสาร เช่น

  • ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล เราจะเรียกว่า “พันธบัตรรัฐบาล” “ตั๋วเงินคลัง” “พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ” “พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย”
  • ตราสารหนี้ภาคเอกชน เราจะเรียกว่า “หุ้นกู้เอกชน” หรือ “ตราสารหนี้เอกชน”

 

โดยทั่วไปแล้วการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ จะขึ้นอยู่กับผู้ออกตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือมากกว่า มีความมั่นคงสูง สามารถจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนได้ มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ต่ำ ก็จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงได้ แต่ถ้าบริษัทมีความเสี่ยงที่สูงกว่า ก็จำเป็นที่จะต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยง และจูงใจนักลงทุน โดยเราสามารถดูความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือของกิจการได้จาก อันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer rating) และอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้น (Issue rating) 

 

ก่อนจะลงทุนในตราสารหนี้นั้น เราจำเป็นจะต้องทราบรายละเอียดอะไรบ้าง???

1. ผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer) ต้องมีการระบุชื่อผู้ออกตราสารหนี้หรือผู้กู้ว่าเป็นใคร ซึ่งเป็นผู้ชำระคืนเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ย เป็นภาครัฐ หรือภาคเอกชน เพื่อที่จะดูว่าผู้ออกตราสารหนี้มีความน่าเชื่อถือ และความมั่นคงมากน้อยเพียงใด

2. ประเภทของตราสารหนี้ (Type) เป็นการระบุประเภทของตราสารหนี้นั้น เช่น  ตราสารหนี้มีหรือไม่มีหลักประกัน  ตราสารหนี้ด้อยสิทธิหรือไม่ด้อยสิทธิ  ตราสารหนี้ที่มีสิทธิแปลงสภาพ (Convertible Bond)

3. การจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) คือ การจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทผู้ออกหรือตราสารหนี้นั้น ๆ ซึ่งจะสะท้อนออกมาในรูปของอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่เพิ่มขึ้นจากผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่ปลอดความเสี่ยง  ซึ่งจะถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency)

4. อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกจะต้องจ่ายให้กับผู้ถือตราสารหนี้นั้น ๆ ตามเวลาที่กำหนดตลอดอายุของตราสารหนี้นั้น ทั้งนี้การกำหนดอัตราดอกเบี้ยอาจเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ หรือเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวก็ได้

5. งวดการจ่ายดอกเบี้ย (Coupon Frequency) คือจำนวนครั้งของการจ่ายดอกเบี้ยต่อปี ขึ้นอยู่กับผู้ออกตราสารหนี้ มักกำหนดให้มีการจ่ายดอกเบี้ยทุกครึ่งปี หรือทุกไตรมาส แต่โดยปกติแล้วการจ่ายดอกเบี้ยมักจะจ่ายทุก 6 เดือน

6.วันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date) คือวันหมดอายุของตราสารหนี้ที่ผู้ออกจะต้องจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยงวดสุดท้ายให้แก่ผู้ถือตราสารหนี้

7. ข้อสัญญา (Covenant) คือ เงื่อนไขข้อกำหนดสิทธิที่ผู้ออกตราสารหนี้จะต้องปฏิบัติ หรืองดเว้นการปฏิบัติตลอดอายุของตราสารหนี้นั้น เช่น การดำรงสัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่เกินอัตราส่วนที่กำหนด (D/E Ratio) 

8. เงื่อนไขพิเศษ (Option) เป็นการระบุถึงสิทธิของผู้ออกตราสารหนี้/ผู้ลงทุนตราสารหนี้ในการเลือกทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เช่น การให้สิทธิผู้ออกตราสารในการไถ่ถอนตราสารนั้น ๆ ก่อนกำหนด (Callable bond) หรือผู้ถือมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด (Puttable bond) 

 

สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้นั้น เราสามารถทำได้ทั้งจากตลาดแรกและตลาดรอง

การซื้อขายตราสารหนี้ใน “ตลาดแรก” คือ การซื้อตราสารหนี้จากผู้ออกตราสารโดยตรง ซึ่งนิยมจำหน่ายผ่านธนาคารพาณิชย์  และบริษัทหลักทรัพย์  หากเป็นตราสารหนี้ของบริษัทเอกชน จะมีการเสนอขาย 2 รูปแบบ แบบแรกเสนอขายให้แก่นักลงทุนในวงจำกัด (Private Placement : PP) เช่น นักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth : HNW) ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติทางการเงินตามที่กำหนด และ แบบเสนอขายแก่ประชาชนบุคคลทั่วไปในวงกว้าง (Public Offering : PO) โดยตราสารหนี้ที่เสนอขายแบบนี้จะต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating) ด้วย

 

ถ้าตราสารหนี้ยังไม่ครบอายุ เราจะยังไม่ได้เงินต้นคืน ดังนั้นหากเราซื้อตราสารหนี้มาแล้ว ต้องการเพิ่มสภาพคล่องหรือบริหารจัดการเงิน โดยการขาย แลกเปลี่ยนมือตราสารหนี้ที่ซื้อจากตลาดแรก เราจะต้องขายตราสารหนี้ต่อให้นักลงทุนคนอื่นใน “ตลาดรอง” (Secondary Market) โดยติดต่อกับสถาบันการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ที่มีธุรกรรมการค้าตราสารหนี้ เพื่อแจ้งความประสงค์และทำการซื้อขาย แต่ราคาที่ซื้อขายกันอาจไม่เท่ากับราคาที่ตราไว้ในครั้งแรกที่ขายให้กับนักลงทุนทั่วไป ซึ่งก็อาจทำให้เกิดผลกำไรหรือขาดทุนจากการซื้อขายได้เช่นกัน

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (0)

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง
เรามีการเก็บข้อมูลของคุณเกี่ยวกับการเข้าชมหน้าเว็บไซต์ (คุ้กกี้) เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณกลับเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเราในครั้งต่อ ๆ ไป หากคุณใช้งานเว็บไซต์ของเราต่อถือว่ายินยอมให้มีการใช้งานคุ้กกี้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้