ฺburnout syndrome

เช็คลิสต์ “Burnout Syndrome” ก่อนหมดไฟในการเรียน

 

ยุค New Normal ทำให้น้อง ๆ ต้องเรียนออนไลน์กับเรียนที่โรงเรียนสลับกันไป จนทำให้หลาย ๆ คนเกิดภาวะหมดไฟ หมดใจกับการเรียนไปเสียดื้อ ๆ เพราะไม่มีแรงกระตุ้นเหมือนกับการเรียนที่โรงเรียน เช่น ไม่ได้เจอเพื่อน ไม่ได้พูดคุยหรือปรึกษากัน อีกทั้งยังงง ๆ กับการเรียนออนไลน์อีก เรียกได้ว่าแต่ละปัจจัยนั้น อาจทำให้น้อง ๆ มี “ภาวะหมดไฟ” หรือ “Burnout Syndrome” เอาได้ พี่เคฟเวอร์เลยขออาสาพาน้อง ๆ ไปเช็กกันว่า อารมณ์เบื่อกับการเรียนที่เราเจออยู่นี้ เข้าข่ายภาวะหมดไฟ หรือ Burnout Syndrome แล้วหรือยัง ?

 

มาเช็กตัวเองไปพร้อมๆ กันเล้ยยย!

 

ภาวะ Burnout Syndrome คืออะไร ?

ก่อนที่เราจะไปเช็กตัวเองว่าเข้าข่ายภาวะหมดไฟหรือ Burnout Syndrome หรือยัง ? เราคงต้องมาทำความรู้จักกับ Burnout Syndrome กันซะหน่อย (Burnout Syndrome อ่านว่า เบิร์น-เอ้าท์-ซิน-โดรม นะ) ซึ่งเจ้า Burnout Syndrome คือโรคที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในการทำงานและการเรียน ส่งผลต่อระบบความคิด เพราะถ้าน้อง ๆ เกิดเป็นขึ้นมา ก็จะรู้สึกไม่อยากที่จะเรียนอะไรอีก และนั่นคงจะถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีเท่าไหร่เลย

 

ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิดภาวะ Burnout Syndrome ?

1.ความเครียดสะสม  

ความเครียดในที่นี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงแต่เรื่องเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตประจำด้วย เช่น ครอบครัว เพื่อน ฯลฯ

 

2.สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว  

สิ่งสำคัญที่ทำให้เด็ก ๆ ยุคใหม่มีภาวะ Burnout Syndrome ได้ง่าย ก็เพราะว่าสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนการสอน ไม่ได้เจอเพื่อน ไม่มีคุณครูที่ปรึกษาเหมือนกับการที่ได้ไปโรงเรียนจริง ๆ จนทำให้ภาวะหมดไฟในการเรียนเข้ามาแทรกแซง

 

3.การเรียนมีความซับซ้อน ปริมาณการบ้านเยอะ

แบบฝึกหัดหลังเลิกเรียนถาโถมเข้ามาไม่หยุด ซึ่งบางคนยังไม่ทันได้เข้าใจบทเรียนเก่า ก็มีบทเรียนใหม่เข้ามาแทรก ไหนจะการบ้านอีก ยิ่งทับถมไปเรื่อย ๆ ก็คงจะไม่แปลกถ้าไฟแห่งการเรียนรู้จะดับลง

 

4.ความคาดหวังจากผู้ใหญ่

แค่ความคาดหวังจากตัวเอง ก็เหนื่อยอยู่แล้ว ยังต้องแบกความหวังของผู้ใหญ่อีก ทำให้น้อง ๆ หลายคน ต่างตั้งมั่นที่จะอ่านหนังสือจนมันเกินความพอดี สุดท้ายความเหนื่อยล้าต่าง ๆ จึงเข้ามาทำลายไฟภายในตัวเองจนไม่ไหว ขอพักเรื่องเรียนไปแบบยาว ๆ 

 

5.การแข่งขันทางด้านการเรียน

ยิ่งการแข่งขันสูง ภาวะความกดดัน ความเหนื่อยล้าต่าง ๆ ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูน ซึ่งพอถึงจุดหนึ่งที่ร่างกายไม่สามารถรับอะไรได้อีก น้อง ๆ หลายคนเกิดภาวะหมดไฟ และไม่อยากจะสนใจกับการอ่านหนังสืออีกต่อไปเลยล่ะ

 

มาเช็กสัญญาณหมดไฟในการเรียนกันหน่อย

ไหน! ใครที่คิดว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสภาวะหมดไฟบ้างยกมือขึ้น! ซึ่งพี่เคฟเวอร์ก็ได้รวบรวมอาการ Burnout Syndrome มาให้น้อง ๆ ได้เช็กกันแบบข้อต่อข้อ เอาล่ะ มาเริ่มกันเลย  

1.เหนื่อยล้า หมดพลัง ไม่อยากเรียน ไม่อยากทำการบ้าน

ถ้าปกติน้อง ๆ เป็นที่ไม่ได้ขี้เกียจเป็นทุนเดิม เรียนได้ ทำการบ้านได้ปกติ แต่วันหนึ่งรู้สึกเบื่อ รู้สึกเหนื่อย จนไม่ค่อยอยากจะเรียน อยากจะตื่นสาย ๆ นั่นก็อาจจะเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะหมดไฟหรือ Burnout Syndrome ได้

 

2.ประสิทธิภาพในการเรียนลดลง

พยายามอ่านเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ พยายามเข้าใจสมองยิ่งไม่เปิดรับ ทั้ง ๆ ที่ไม่ก่อนไม่เคยเป็น ซึ่งถ้าเกิดอาการแบบนี้ขึ้น น้อง ๆ คงต้องรีบหาวิธีผ่อนคลายให้กับตัวเองแบบด่วน ๆ เลย

 

3.นอนไม่ค่อยหลับ

แม้จะเหนื่อยมากกก แต่ทำยังไงก็นอนไม่หลับสักที พลิกไปพลิกมา คิดเรื่องนู้นเรื่องนี้เต็มหัวไปหมด นี่คงถือว่าเป็นการเข้าสู่สภาวะหมดไฟแบบเต็มตัวซะแล้ว

หากน้อง ๆ มีอาการครบทั้ง 3 ข้ออย่างที่พี่เคฟเวอร์กล่าวไป ก็อย่างปล่อยทิ้งไว้นาน ต้องหารีบหาทางรักษา ก่อนที่มันจะกลายเป็นภาวะซึมเศร้าอย่างไม่รู้ตัว พี่เคฟเวอร์ขอเตือนไว้ก่อน!

 

ถอดปลั๊กความเหนื่อยล้าแล้วมาปลุกพลังการเรียนให้ตัวเองกัน!

อยากรอดพ้นจาก Burnout Syndrome ก็ไม่ได้ยุ่งยากหรือต้องพึ่งยารักษาแบบโรคชนิดอื่น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าพี่เคฟเวอร์ก็ได้นำวิธีปลุกไฟแห่งการเรียนรู้แบบง่าย ๆ ให้น้อง ๆ ได้ลองไปทำตามกันดังนี้ 

1.Video Call คุยกับเพื่อน

คงไม่มีอะไรสบายใจไปกว่าการได้คุยกับเพื่อนอีกแล้ว ดังนั้นถ้าเกิดมีความรู้สึกเครียดกับเรื่องการเรียน ก็ลองโทรไปคุยเล่น ปรึกษา เม้าท์มอยกับเพื่อนดู แล้วจะรู้ว่ามันสามารถผ่อนคลายได้มากขึ้นเยอะเลยล่ะ

 

2.จัดสัดส่วนเวลาเรียน กับ การพักผ่อน

เวลาเรียนก็เรียน เวลาพักผ่อนก็พักผ่อน อย่า! เอาสองเวลามาปะปนกันอย่างเด็ดขาด เพราะนั่นจะทำให้ร่างกายและระบบความคิดของน้อง ๆ สับสน จนไม่สามารถแยกแยะเวลาได้

 

3.ใช้เวลาพักผ่อนในการทำงานอดิเรก ช่วยลดความเครียดได้ดีขึ้น 

ให้น้อง ๆ ใช้เวลาว่าง ไปทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชอบ เพราะนั่นถือว่าเป็นชาร์จแบตเตอรีให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี ซึ่งพอทำอะไรที่เรารัก ความรู้สึกภายในก็จะสดใสแบบสุดๆ ไปเลยล่ะ

 

4.จัดสภาพแวดล้อมบนโต๊ะเรียนให้เหมาะสม

การจัดสภาพแวดล้อมหรือโต๊ะเรียนภายในบ้านจะช่วยให้น้อง ๆ มี Productive เพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าอยากรู้ว่าจะจัดยังไง คลิกไปอ่านบทความ How To จัดโต๊ะหนังสือ ให้ Productive

 

จัดโต๊ะหนังสือ

5.นอนพักผ่อนให้พอ

นอนให้พอ เริ่มต้นนอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม จะดีที่สุด เพราะร่างกายจะได้หลั่ง Growth Hormone ซ่อมแซมร่างกายตัวเอง และจะได้ตื่นมากระปรี้กระเปร่าต้อนรับเช้าวันใหม่

 

6.ขยับวันละนิด จิตแจ่มใส

ให้น้อง ๆ ขยับร่างกายด้วยการออกกำลังกาย เช่น เต้นแอโรบิก หรือ เต้นตามคลิปใน YouTube ซึ่งเรื่องการออกกำลังกายพี่เคฟเวอร์อยากให้น้อง ๆ ลองกันจริง ๆ นะ เพราะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ดีมากเลย ยิ่งเหงื่อออก ยิ่งรู้สึกโล่ง เบาสบายตัวแบบสุด ๆ เลยล่ะ  

 

และนี่ก็เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ Burnout Syndrome ที่พี่เคฟเวอร์อยากให้น้อง ๆ ได้ทำความรู้จักมากขึ้น น้อง ๆ หลายคนอาจจะคิดว่า อาการนี้เป็นของพนักงานออฟฟิศเท่านั้น แต่จริง ๆ มันสามารถเกิดขึ้นได้ในวัยเรียน ดังนั้นใครที่คิดว่าตัวเองเข้าข่ายหรืออาจจะเป็นอยู่นั้น ก็อย่าพึ่งท้อแท้ เพราะทุกสิ่ง ทุกอย่างมันมีเหตุผลและทางแก้ไขอยู่เสมอ เชื่อพี่เคฟเวอร์ซิ!  

 

สมัครสมาชิก

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (0)

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง
เรามีการเก็บข้อมูลของคุณเกี่ยวกับการเข้าชมหน้าเว็บไซต์ (คุ้กกี้) เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณกลับเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเราในครั้งต่อ ๆ ไป หากคุณใช้งานเว็บไซต์ของเราต่อถือว่ายินยอมให้มีการใช้งานคุ้กกี้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้