เราได้อะไรบ้างจากการ “ซื้อหุ้น”

คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจการลงทุนในหุ้นกันมากขึ้น เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินในธนาคาร หลายคนสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ด้วยการลงทุนในหุ้น หลายคนฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการ แต่ยังมีเงินทุนไม่มากพอ วิธีที่จะทำให้เราเป็นเจ้าของกิจการโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก ก็คือการซื้อ “หุ้น”  ซึ่งก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนนักลงทุนควรพิจารณาสิ่งที่จะได้รับกลับมา บทความวันนี้พี่เลยจะมาอธิบายให้น้อง ๆ ฟังว่า เมื่อเรา “ซื้อหุ้น” เราจะได้อะไรกลับมาบ้าง

 

1. สิทธิในความเป็นเจ้าของกิจการ  

“หุ้น” คือ ตราสารที่แสดงสิทธิในความเป็นเจ้าของกิจการ การซื้อหุ้นจึงเปรียบเสมือนการเข้าไปมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของกิจการ มีสิทธิในทรัพย์สินและรายได้ของกิจการนั้น ๆ ด้วย เมื่อนักลงทุนซื้อ “หุ้น” แล้ว สิ่งแรกที่นักลงทุนจะได้รับคือ “หุ้น” ตามจำนวนที่ซื้อ เมื่อได้รับหุ้นมาแล้วนักลงทุนก็จะกลายมาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้น สิทธิของการเป็นผู้ถือหุ้น คือมีฐานะเป็นเจ้าของกิจการตามสัดส่วนที่ถือหุ้นนั่นเอง ซึ่งถ้าใครมีหุ้นในกิจการมาก ก็มีความเป็นเจ้าของมาก เวลาตัดสินใจต่าง ๆ ในบริษัทเราก็จะมีสิทธิมากกว่า

 

ในฐานะเจ้าของกิจการ ผู้ลงทุนยังมีสิทธิในการเข้าประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งมีการจัดประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยในการประชุมผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุนมีสิทธิในการแสดงความเห็น มีสิทธิในการถามคำถามกับผู้บริหารถึงความคืบหน้าของบริษัท นโยบายการบริหารงานต่าง ๆ และมีสิทธิในการออกเสียงลงมติในเรื่องต่าง ๆ ของบริษัท เช่น การเพิ่มทุน การจ่ายเงินปันผล การควบรวมกิจการ เป็นต้น โดยที่ 1 หุ้นเท่ากับ  1 เสียงเท่ากัน

 

นอกจากนี้ในฐานะผู้ถือหุ้น ก็มักจะได้รับสิทธิพิเศษหรือข้อเสนอบางอย่างก่อนบุคคลทั่วไป เช่น สิทธิในการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน โดยกรณีที่บริษัทที่ต้องการออกหุ้นเพื่อเพิ่มทุน บริษัทจะให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นเดิมในการซื้อหุ้นที่ออกใหม่ก่อนบุคคลภายนอกในราคาที่กำหนด ซึ่งการให้สิทธิเช่นนี้เป็นการปกป้องผู้ถือหุ้นเดิม ไม่ให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของ และอำนาจการควบคุมกิจการลดน้อยลง เมื่อมีจำนวนหุ้นออกจำหน่ายมากขึ้น

 

2. เงินปันผล

เงินปันผล คือ ผลตอบแทนที่บริษัทหรือกิจการจ่ายให้กับผู้ถือหุ้น เมื่อดำเนินธุรกิจแล้วมีกำไร บริษัทอาจจะเก็บกำไรไว้บางส่วนสำหรับขยายกิจการ กำไรส่วนที่เหลือก็จะนำไปจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยเงินปันผลจะแบ่งตามสัดส่วนสัดส่วนการถือหุ้น

 

ตัวอย่างเช่น บิ๊ก ป็อก แก้ว แดง ลงทุนเปิดร้านชานมไข่มุกกัน ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 100,000 บาท โดยแต่ละคนลงทุนเท่าๆกัน คนละ 25,000 บาท ดังนั้นทุกคนจะมีสัดส่วนหุ้นในบริษัทนี้คนละ 25% ผ่านไป 1 ปี สรุปบัญชีรายรับรายจ่ายเรียบร้อยแล้ว ร้านมีกำไร 40,000 บาท ทั้ง 4 ประชุมร่วมกัน สรุปว่า จะเก็บเงินไว้เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการ 20,000 บาท อีก 20,000 บาท จะจ่ายออกมาเป็นเงินปันผล ดังนั้น บิ๊ก ป็อก แก้ว แดง ก็จะได้รับเงินปันผลตามสัดส่วนที่ถือหุ้น คือคนละ 5,000 บาท

 

สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ในทุกปีบริษัทจะมีการสรุปผลประกอบการออกมา หากบริษัทมีกำไร ผู้บริหารก็จะต้องประชุมตัดสินใจว่าจะเก็บสำรองกำไรไว้ใช้ในการดำเนินธุรกิจในอนาคตเท่าไหร่ และจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผลเท่าไหร่ เป็นจำนวนบาทต่อหุ้น โดยที่ผู้ลงทุนได้รับเงินปันผลตามจำนวนหุ้นที่ถืออยู่  หากบริษัทมีกำไรที่เติบโต ก็มีแนวโน้มที่จะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในแต่ละปีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการจ่ายเงินปันผลของบริษัทส่วนใหญ่จะจ่ายปีละครั้ง หรือบางบริษัทก็อาจจะจ่ายมากกว่าปีละครั้งก็ได้

 

ในบางกรณีบริษัทเลือกที่จะเก็บกำไรสะสมไว้ ไม่จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น และนำกำไรดังกล่าวมาลงทุนขยายกิจการของบริษัทจนประสบความสำเร็จ ก็จะทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ สุดท้ายผู้ถือหุ้นก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน

 

3. กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital gain)

หากกิจการที่เราเข้าไปลงทุนเติบโตขึ้น มูลค่าหุ้นก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น สิ่งที่ผู้ลงทุนจะได้รับก็คือ มูลค่าเงินลงทุนของเราก็จะงอกเงยไปด้วยหรือเรียกว่ากำไรจากส่วนต่างราคา (Capital gain)

 

สำหรับกำไรจากส่วนต่างราคา เกิดจากการที่ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับตัวสูงขึ้นกว่าราคาที่เราซื้อมา หรือการ “ซื้อถูกขายแพง” นั่นเอง สำหรับสาเหตุที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากจำนวนหุ้นในตลาดหุ้นมีอยู่อย่างจำกัด หากนักลงทุนเห็นว่าบริษัท หรือกิจการมีอนาคตที่ดี ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น บริษัทมีแนวโน้มที่ผลประกอบการจะมีกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ย่อมมีนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาร่วมลงทุนด้วย ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนรายใหม่ต้องทำคือ การมาเสนอซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ พอมีคนต้องการซื้อมาก หุ้นที่มีอยู่อย่างจำกัดก็จะราคาสูงขึ้น

 

ตัวอย่างเช่น เราซื้อหุ้น AOT (บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)) มา 1,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 50 บาท ถือไปจนราคาในตลาดหลักทรัพย์ 65 บาท แล้วขาย ก็จะได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นละ 15 บาท  ดังนั้นหากเราขายหุ้นทั้งหมดที่เราซื้อมา เราก็ได้กำไร 15,000 บาท

 

โดยหากเราถือหุ้นในนามบุคคลธรรมดา เมื่อเราขายหุ้นนั้นออกไป หากมีกำไรจากส่วนต่างราคา จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำกำไรที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกด้วย

 

ทั้งนี้ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นนั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัทหรือกิจการนั้น ๆ หากเศรษฐกิจแย่ บริษัทมีกำไรลดลง นักลงทุนอาจไม่ได้รับเงินปันผล หรือได้รับน้อยลง หรือหากบริษัทมีปัญหาจนถึงขั้นล้มละลาย ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของกิจการ จะได้รับเงินลงทุนคืนก็ต่อเมื่อบริษัทจ่ายภาระผูกพันแก่เจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็น “ความเสี่ยง” ที่สำคัญของการลงทุนในหุ้น

 

ดังนั้นก่อนที่น้อง ๆ จะตัดสินใจซื้อหุ้น ควรศึกษาทำความเข้าใจหุ้นนั้นก่อนว่ากิจการทำธุรกิจอะไร ยอดขายเติบโตแค่ไหน อะไรที่จะกระทบกับกำไรของบริษัทบ้าง กิจการมีหนี้สินมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้น้อง ๆ เข้าใจในตัวบริษัทหรือกิจการก่อนที่จะลงทุน

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (0)

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง
เรามีการเก็บข้อมูลของคุณเกี่ยวกับการเข้าชมหน้าเว็บไซต์ (คุ้กกี้) เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณกลับเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเราในครั้งต่อ ๆ ไป หากคุณใช้งานเว็บไซต์ของเราต่อถือว่ายินยอมให้มีการใช้งานคุ้กกี้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้