จริงอยู่ที่สภาพภูมิอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และโลกเราผ่านยุคที่เรียกว่า "ยุคน้ำแข็ง" มาแล้วหลายครั้ง วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ที่เปลี่ยนแปลงขนาดความถี่ทุกๆ 1 แสนปี, การส่ายของแกนหมุนของโลกทุกๆ 2 หมื่นปี และการเปลี่ยนองศาของแกนหมุนของโลกทุกๆ 4 หมื่นปี ทำให้พื้นที่ต่างๆ ในโลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์เปลี่ยนไป ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิดที่มีผลทำให้อุณหภูมิของโลกลดลงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็สามารถส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เช่นเดียวกัน

 

 

ถึงแม้ว่าสาเหตุตามธรรมชาติเหล่านี้ จะมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันที่มีความน่าจะเป็นมากกว่า 95% ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเกิดจาก "มนุษย์" เป็นตัวการสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา

การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการใช้แรงงานคน และสัตว์ มาเป็นพลังงานไอน้ำจากถ่านหิน การเผาไหม้ถ่านหินทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ทำให้ปรากฏการณ์เรือนกระจกตามธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปจากสมดุลเดิม การเติบโตทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนพื้นที่อยู่อาศัย และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันและถ่านหินถูกนำมาใช้เป็นทั้งแหล่งพลังงานหลักและวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรม ส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ และอีกปัญหาที่ตามมาคือ ขยะล้นเมืองเนื่องจากไม่ได้ถูกกำจัดด้วยวิธีการที่เหมาะสม รายงานของ World Bank ระบุว่า ในแต่ละปี ทั่วทั้งโลกผลิตของเสียจากครัวเรือนและชุมชนรวมกันกว่า 2 พันล้านตัน และมีขยะอย่างน้อย 33% ที่ไม่ได้รับการจัดการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง

 

ในหนึ่งวัน ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงเข้านอนตอนค่ำ เราทำร้ายโลกอย่างไรบ้าง?

กิจกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน การใช้พลังงาน การเดินทาง การใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทุกๆ กิจกรรมล้วนทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอน หรือ Carbon Emission ทั้งสิ้น

เริ่มตั้งแต่ตื่นนอน ต้องชำระล้างทำความสะอาดร่างกาย น้ำอุ่นที่เราอาบต้องใช้พลังงานในการให้ความร้อน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ทั้ง ยาสระผม สบู่ ยาสีฟัน ล้วนแล้วแต่เป็นสารเคมีที่ต้องผ่านกระบวนการผลิตหลายขั้นตอนจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละขั้นตอนตั้งแต่ขนส่งวัตถุดิบไปจนถึงการผลิต สามารถทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่างๆ สู่ชั้นบรรยากาศได้ทั้งนั้น

 

 

การแต่งตัว เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ ถ้าเป็นเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ก็ต้องใช้พื้นที่ในการเพาะปลูก การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูก เป็นการลดปริมาณต้นไม้ที่จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามธรรมชาติ แต่หากเป็นเส้นใยสังเคราะห์ ก็ต้องผ่านกระบวนการผลิตและมีการใช้สารเคมีในการผลิตเช่นเดียวกัน

การรับประทานอาหาร วัตถุดิบที่ใช้ในการทำอาหาร เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ ต้องผ่านการเพาะปลูก มีการใช้ปุ๋ย ใช้ยาฆ่าแมลง ส่วนเนื้อสัตว์ก็ต้องผ่านการทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ มีการใช้อาหารสัตว์ ทั้งสองอย่างนี้ก่อให้เกิดทั้งก๊าซมีเทน และไนตรัสออกไซด์ และทราบหรือไม่ว่า อาหารที่เราทานไม่หมดก็เป็นสาเหตุให้โลกร้อนขึ้นได้เช่นกัน อาหารที่เหลือและถูกทิ้งให้บูดเน่าจะปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งมีความสามารถในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 28 เท่าเลยทีเดียว

การเดินทาง การใช้ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน หรือก๊าซ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างไม่ต้องสงสัย นอกจากนี้ ยังปล่อยไอเสีย และหากเครื่องยนต์มีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ยังก่อให้เกิดก๊าซพิษอย่างคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) อีกด้วย

นี่ยังไม่รวมถึง พฤติกรรมอื่นๆ เช่น การใช้ไฟฟ้า เนื่องจากประเทศไทยเราผลิตไฟฟ้าจากถ่านฟอสซิลและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ยิ่งเราเผาผลาญเชื้อเพลิงเหล่านี้มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าอย่างฟุ่มเฟือยจึงเท่ากับเป็นการซ้ำเติมปัญหาภาวะโลกร้อนให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

การใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติก พลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการแปรรูปปิโตรเลียม ยิ่งเราใช้พลาสติกมากขึ้นเท่าไหร่ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปลดปล่อยจากกระบวนการผลิต และกระบวนการเผาทำลายก็จะยิ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ จากรายงานของนักวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ระบุว่า กระบวนการย่อยสลายพลาสติกที่มีใช้กันอย่างกว้างขวางอย่างพอลิเอทิลีนเมื่อถูกแสงแดดนั้น จะปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือ มีเทน และเอทิลีน ออกมา และด้วยความที่ต้องใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายนับร้อยๆ ปี นั่นแสดงว่า พลาสติกที่ถูกใช้แล้วทิ้งจะคงอยู่เป็นมลภาวะในสิ่งแวดล้อม และปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปอีกนานแสนนาน 

 

 

และพฤติกรรมทำร้ายโลกที่พบได้ทั่วไปในเมืองร้อนอย่างประเทศไทย คือ การใช้เครื่องปรับอากาศ สารทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศ มีการใช้สาร HCFC (Hydrochlorofluorocarbon) และสาร CFC (Chlorofluorocarbon) ซึ่งจัดเป็นสารอันตรายที่ทำลายชั้นโอโซนและก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกเป็นจำนวนมาก ยิ่งในอาคารเย็นสบายมากเท่าไร โลกยิ่งร้อนขึ้นเท่านั้น

 

 

หากเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับพายุใหญ่ที่ก่อตัวขึ้น การกระทำของมนุษย์ก็คงเปรียบได้กับการกระพือปีกของผีเสื้อ ตามทฤษฎี Butterfly Effect หากมนุษย์เรายังไม่ตระหนักว่ากิจวัตรประจำวันของเราสามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังคงทำร้ายโลกอย่างที่เคยทำมา อาจเป็นการเร่งเวลาให้โลกต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบที่ไม่อาจหยุดยั้งได้อีกต่อไป
 

เอกสารอ้างอิง

  1. รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการวางแผนบริหารจัดการน้ำของไทย, ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ, คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กันยายน 2558
  2. https://climate.nasa.gov/evidence/
  3. https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0200574
  4. https://datatopics.worldbank.org/what-a-waste/trends_in_solid_waste_management.html

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (2)

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง
เรามีการเก็บข้อมูลของคุณเกี่ยวกับการเข้าชมหน้าเว็บไซต์ (คุ้กกี้) เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณกลับเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเราในครั้งต่อ ๆ ไป หากคุณใช้งานเว็บไซต์ของเราต่อถือว่ายินยอมให้มีการใช้งานคุ้กกี้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้