บทความนี้เป็นครั้งแรกที่พี่ได้มาพบกับน้อง ๆ

น้อง ๆ หลายคนคงจะยังอยู่ในวัยเรียน พี่จึงขอเริ่มต้นแนะนำตัว ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ เล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต จากการเรียนที่เมืองไทย สู่การข้ามไปเรียนถึงเมืองจีน โดยหวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นการพูดคุย ที่ทำให้เราได้รู้จักกันมากขึ้นค่ะ :)

 

“ฉันจะไปเรียนที่ประเทศจีน จะเป็นคนที่เก่งภาษาจีนและเข้าใจเรื่องของธุรกิจจีน”

ความฝันนี้ถูกจุดประกายขึ้น ตอนที่พี่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากเด็กต่างจังหวัด เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ การสอบชิงทุนเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศนับเป็นสิ่งที่ไม่เคยกล้าแม้แต่จะคาดหวังมาก่อน แต่สุดท้ายพี่ก็ตัดสินใจลงสนามแข่ง สมัครสอบชิงทุนเพื่อไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ประเทศจีน หลังจากที่ได้รับทุนการศึกษา ชีวิตกลับไม่ได้สวยหรู เพราะการเริ่มต้นใหม่... ไม่ง่ายอย่างที่คิด

การจะเข้าเรียนหนังสือร่วมกับคนจีนในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยในประเทศจีนได้ พื้นฐานภาษาจีนต้องแน่นพอ และหากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ก็จะต้องกลับมาเริ่มต้นสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ไทยใหม่อีกครั้ง

พี่ใช้เวลาถึง 2 ปีเต็มในการเรียนภาษาจีน และเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย สุดท้ายพี่ก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่จีนได้ตามที่หวัง

เป็นอีกหนึ่งครั้งในชีวิตที่ได้ลองพิสูจน์ตัวเอง ได้ผ่านช่วงที่เคยร้องไห้ อยากจะทิ้งทุกอย่างแล้วกลับบ้าน แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้พี่เข้าใจว่า การกล้าลงมือทำและเปิดรับการเปลี่ยนแปลง จะทำให้เรารู้ว่าเรามีความสามารถมากกว่าที่เราคิด และหากมีความมุ่งมั่น ความอดทนมากพอ เป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม

จากประสบการณ์กว่า 6 ปีที่เมืองจีน นอกจากจะเป็นบันทึกการเดินทางบนเส้นทางความฝันของพี่เองแล้ว ยังเป็นช่วงที่เปิดโอกาสให้พี่ได้มองเห็นการต่อสู้บนเส้นทางความฝันของเพื่อนคนจีนที่ช่างแตกต่างกับคนไทย แต่กลับชวนให้เราคิด ชวนให้เรียนรู้ และชวนให้บอกเล่าเพื่อส่งต่อกำลังใจให้กับน้อง ๆ ที่กำลังต่อสู้อยู่บนเส้นทางความฝันของตนเองเช่นกัน

 

“เตรียมตัวล่วงหน้าถึง 12 ปี เพื่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงครั้งเดียว”

การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความฝันของเด็ก ๆ ในเมืองจีน แต่ยังเป็นความหวังและเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว หากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ก็นับว่าแทบจะหมดหนทางที่จะมีงานทำดี ๆ หลังเรียนจบ

โดยเฉพาะการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของประเทศอย่าง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยชิงหัว พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงปูทางและวางแผนเรื่องเรียนให้ลูกกันตั้งแต่ระดับอนุบาล และเริ่มติวเข้มด้านวิชาการกันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตลอดจนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 นับเป็นการเตรียมตัวเป็นเวลา 12 ปีเต็ม

นอกจากนี้ การแข่งขันยังสูงมาก เพราะจำนวนผู้สมัครสอบในแต่ละปีมีจำนวนหลายล้านคน อย่างเช่น ในปี 2019 มีนักเรียนสมัครสอบเข้าเรียนระดับปริญญาตรีมากกว่า 10 ล้านคน แต่สุดท้ายมีผู้สอบติดเพียงเพียงครึ่งเดียว มีนักเรียนมากกว่า 5 ล้านคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้

เด็ก ๆ ที่จีนจึงต้องขยันและอดทนมาก ถึงแม้ว่าต้องทำกิจกรรมหลายอย่าง แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องเรียนให้ดีที่สุดเป็นอันดับแรก

จำได้ว่า ในช่วงที่พี่เรียนอยู่ระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง จะเห็นคุณพ่อคุณแม่พาลูก ๆ ในวัยเพียง 5-6 ขวบเข้ามาเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย แล้วก็บอกกับลูก ๆ ว่า “โตไปเข้าเรียนที่นี่ให้ได้นะลูก”

พี่ยังจำได้อีกว่า ตอนเช้า ๆ จะเห็นนักเรียนตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงพี่ ๆ นักเรียนรุ่นใหญ่กระตือรือร้นมาจับจองที่อ่านหนังสือกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า และอ่านหนังสือหรือทำการบ้านกันไปจนถึง 3-4 ทุ่ม ภาพแบบนี้นับเป็นเรื่องปกติในประเทศจีน

 

“ไม่ได้ดั่งหวัง แต่ไม่เคยท้อ”

น้อง ๆ เชื่อไหมคะว่า นอกจากความขยัน อดทน อีกหนึ่งจุดที่น่าเรียนรู้จากคนจีน คือเรื่องของการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และการลุกขึ้นมาสร้างโอกาสให้กับตนเอง

มีเด็กนักเรียนจีนหลายคนที่เลือกเข้าคณะที่ตนเองอาจไม่ได้สนใจมากที่สุด แต่เป็นคณะที่สอบเข้าได้ง่าย เพราะการแข่งขันไม่สูงมาก แต่นักเรียนกลุ่มนี้จะลงเรียนวิชาของคณะที่ตนเองสนใจเพิ่มเติม ถึงแม้จะเรียนหนักกว่าคนอื่น ๆ ถึงสองเท่า แต่เด็ก ๆ กลุ่มนี้ก็เรียนได้ดี และสุดท้ายก็ได้ทำงานในด้านที่สนใจ และตรงกับด้านที่ได้เรียนเพิ่ม 

จะเห็นว่า สำหรับนักเรียนจีนแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ก็สามารถพัฒนาและสร้างโอกาสให้กับตนเองได้

 

“การเรียนรู้ไร้ข้อจำกัด”

นอกจากเรื่องความขยันและอดทนแล้ว นักเรียนจีนรุ่นใหม่ยังมีความสามารถในการพัฒนาตนเองแบบไร้ข้ออ้างและไร้ข้อจำกัด

“จะมีโอกาสเก่งภาษาอังกฤษ พูดคล่อง สำเนียงดีเหมือนเจ้าของภาษาหรือไม่ ถ้าไม่เคยมีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ?” 

พี่เชื่อว่าคำตอบในใจของน้อง ๆ หลายคนคงตอบว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก” “ยาก” “ไม่แน่ใจ” พี่เองก็คงจะตอบเหมือนกัน หากไม่เคยเห็นภาพการฝึกภาษาอังกฤษของนักเรียนจีน

ในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง จะมีสวนต้นไม้ และทะเลสาบที่นอกจากจะเป็นที่เดินเล่น พักผ่อน และออกกำลังกายของนักเรียนแล้ว ยังเป็นที่ฝึกภาษาอังกฤษ และภาษาอื่น ๆ ของนักศึกษาด้วย

ทุกเช้าและเย็นที่พี่เดินผ่านบริเวณสวน หรือไปเดินเล่นที่ทะเลสาบ มักจะเห็นภาพเพื่อน ๆ คนจีน ยืนพูดภาษาอังกฤษอยู่คนเดียว บางคนก็ร้องเพลงภาษาอังกฤษ บางคนก็ท่องคำศัพท์ บางคนก็จับคู่กันพูดภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่น ๆ

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเพื่อน ๆ ร่วมห้องหลายคนทั้งเก่งและพูดภาษาอังกฤษได้ดี ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยได้ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาหรือประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษมาก่อน

น้อง ๆ เชื่อมั้ยคะว่า ภาพการฝึกภาษาอังกฤษแบบนี้ เป็นภาพที่พี่ได้เห็นทุกวันตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี เป็นภาพที่ทำให้พี่รู้สึกทั้งชื่นชมและศรัทธาในความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองของคนจีน 

 

จากเรื่องราวของเพื่อน ๆ คนจีนที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางความฝันและต่อสู้ไปพร้อม ๆ กับพวกเรา สุดท้ายพี่เชื่อว่าน้อง ๆ ทุกคนมีความฝันและล้วนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางของตนเอง ถึงแม้ว่าต่างคนจะต่างเส้นทาง และต่างวิธีการ แต่พี่เชื่อว่าความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้จะเป็นพลังสำคัญผลักดันให้น้อง ๆ ไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จเช่นเดียวกัน

 

รอคอยและยินดีที่จะได้พูดคุยกับน้อง ๆ ที่สนใจเรื่องของประเทศจีนและภาษาจีนทุกคน สำหรับในบทความครั้งหน้า พี่จะมาเขียนเล่าเรื่อง Luckin Coffee: เมื่อกาแฟพบเทคโนโลยี (ร้านกาแฟดาวรุ่ง ผู้เขย่าบัลลังค์ Starbucks ในจีน)

แล้วพบกันใหม่ในบทความเรื่องเล่าสนุกๆ เกี่ยวกับประเทศจีนในครั้งหน้านะคะ :)

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (2)

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง
เรามีการเก็บข้อมูลของคุณเกี่ยวกับการเข้าชมหน้าเว็บไซต์ (คุ้กกี้) เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อคุณกลับเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเราในครั้งต่อ ๆ ไป หากคุณใช้งานเว็บไซต์ของเราต่อถือว่ายินยอมให้มีการใช้งานคุ้กกี้ เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับและปิดหน้าต่างนี้