สวัสดีทุกคนอีกครั้งนะ เราชื่อ วรพงศ์ (โอ) เป็นนิสิตแพทย์ จุฬาฯ รุ่นที่ 74 ในบทความที่แล้วเราก็ได้เขียนถึงชีวิตของการเป็นนิสิตแพทย์ปี 1 ไปแล้ว  สำหรับบทความนี้เราก็จะมาเขียนบอกเล่าถึงประสบการณ์จากการเรียนแพทย์ปี 2 หลังจากเรียนมาแล้วประมาณ 4 เดือนให้ทุกคนได้อ่านกันนะ~~

 

เรียนอะไรบ้างในปี 2 ?

สำหรับปี 2 ที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เราจะเริ่มเรียน Gross Anatomy หรือวิชากายวิภาคศาสตร์นั่นเอง ซึ่งพวกเรานิสิตแพทย์จะเรียกกันว่า “การเรียนกรอส" น้อง ๆ หลายคนที่เคยไปงาน Open House ของคณะแพทย์ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะต้องอยากเข้าไปดูส่วนนี้กันมากแน่ ๆ ซึ่งสำหรับการเรียนกรอส ก็จะเป็นการศึกษาลักษณะ ตำแหน่ง และหน้าที่การทำงานของระบบอวัยวะต่าง ๆ จากร่างกายอาจารย์ใหญ่ (อาจารย์ใหญ่ คือ ร่างกายของมนุษย์ ที่ได้แสดงเจตจำนงชัดเจนในการบริจาคร่างกายไว้ก่อนที่จะเสียชีวิต ทั้งนี้ก็เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ใช้ร่างกายในการศึกษาหาความรู้) โดยสำหรับที่จุฬาฯ โต๊ะกรอส 1 โต๊ะ จะมีร่างอาจารย์ใหญ่ 1 ท่าน ต่อนิสิต 6 คน ซึ่งระบบที่เราเรียนผ่านมาแล้วก็จะมี ระบบกล้ามเนื้อ ระบบหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด และระบบทางเดินอาหาร

 

เรียนกรอสเป็นไงบ้าง ? (การผ่า - ชีวิต - การนำไปใช้)

การลงมีดกรอสบนร่างอาจารย์ใหญ่ครั้งแรกเรารู้สึกตื่นเต้นมากและกลัวมากในเวลาเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่เราก็เคยไปงาน Open House แล้วก็ไปดูร่างอาจารย์ใหญ่มาแล้ว แต่ครั้งนี้เราต้องลงมือผ่า ซึ่งเราไม่เคยทำมาก่อน แล้วก็ไม่รู้ว่าควรทำยังไงบ้าง แต่ยังดีที่จุฬาฯ จะมีประเพณีที่ทำต่อกันมาก็คือ จะมีพี่รหัสมาช่วยผ่ากรอสในวันแรก เช่น ช่วยสอนว่าต้องใส่ใบมีดยังไง ต้องผ่าลึกแค่ไหน หรือกล้ามเนื้อกับไขมันแยกกันยังไง หลังจากนั้น การผ่าในครั้งต่อ ๆ มา อาการตื่นเต้นก็จะหายไปเอง และยิ่งเราผ่ามากขึ้นหรือลงมือปฏิบัติมากขึ้น เราก็จะมีประสบการณ์มากขึ้นเอง^^              

สำหรับการเรียนกรอส เรารู้สึกว่ามันน่าเรียนมากกว่าการเรียน Lecture ทั้งวัน โดยการเรียนกรอสจะเรียน Lecture น้อยลง เน้นไปที่การปฏิบัติจริงมากกว่า แต่การเรียนกรอสนั้นเป็นการเรียนที่เหนื่อยมาก ๆ เพราะว่าบางวันต้องยืนลงมือปฏิบัติอยู่หลายชั่วโมง มันเหนื่อยทั้งร่างกายและสมอง จนบางครั้งก็ไม่มีแรงที่จะอ่านหนังสือทบทวน ดังนั้นเราจึงมักจะใช้เวลาพักผ่อนก่อนที่จะเริ่มอ่านหนังสือทบทวน เช่น นั่งพักผ่อนฟังเพลงเพลิน ๆ หรือนอนพักสักประมาณ 15 นาที

ตั้งแต่เราเรียนกรอสมา เรารู้สึกว่าเราได้สัมผัสความเป็นแพทย์มากขึ้นไปอีกก้าวนึง เราได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราเรียนมากขึ้น โดยหลังจากการเรียนระบบอวัยวะต่าง ๆ ไปแล้ว เราก็มักจะมองย้อนกลับไปว่าเราเคยมีอาการอะไร แล้วทำไมถึงมีอาการอย่างนั้น รวมไปถึงเราจะสังเกตความเป็นไปของคนรอบตัวเรามากขึ้นชอบรับฟังอาการต่าง ๆ ของคนรอบข้างว่าเขาเป็นอะไร รู้สึกอย่างไร เขาใช้ชีวิตอย่างไร และจะพยายามให้คำแนะนำเขาเท่าที่เราสามารถแนะนำได้

        

แล็บกริ๊งคืออะไร ?

แล็บกริ๊งก็คือ การสอบที่เราต้อง Identify อวัยวะต่าง ๆ พร้อมกับบอกว่าสิ่ง ๆ นั้นทำหน้าที่อะไรบ้าง โดยการสอบจะเป็นการเดินวนไปตามสถานีต่าง ๆ ที่มีร่างอาจารย์ใหญ่วางอยู่ พร้อมกับเข็มหรือเชือกที่ผูกสิ่งต่าง ๆ ไว้ให้เราระบุ ซึ่งแต่ละข้อจะมีเวลาให้แค่ 1 นาทีเท่านั้น อาจจะดูเหมือนนานสำหรับการระบุอวัยวะ 1 ชิ้น แต่สำหรับคนสอบเวลามีน้อยมาก ๆ สำหรับการที่ต้องนึกและระบุอวัยวะให้ถูกต้อง รวมไปถึงการเขียนสะกดคำให้ถูกต้อง ดังนั้นจึงเป็นการสอบที่ตื่นเต้นและเร้าใจมาก ๆ สำหรับการเรียนกรอส ซึ่งการสอบครั้งแรกของเรา เรารู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ หัวใจเต้นแรงมาก ทำให้เราทำข้อแรก ๆ ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับเราและทุก ๆ คน แต่เราก็สามารถผ่านมาได้ด้วยดี เนื่องจากเราอ่านหนังสือ ท่องอวัยวะต่าง ๆ เตรียมพร้อมก่อนมาสอบ

 

How to survive in studying anatomy?

สำหรับวิธีการเอาตัวรอดจากการเรียนกรอสของเรา หลังจากที่เราเรียนเสร็จในแต่ละวัน เราก็จะทำสรุปโดยเอาภาพมาจากหนังสือ และไฮไลต์อวัยวะที่สำคัญพร้อมกับการสรุปรายละเอียดของสิ่งนั้นลงไปในภาพ และเรามักจะให้เวลากับการท่องชื่ออวัยวะต่าง ๆ แต่เนิ่น ๆ จะไม่รอให้ถึงช่วงใกล้สอบแล้วค่อยท่อง เพราะสิ่งที่เราต้องจำนั้นมีมากมาย อย่างระบบกล้ามเนื้อที่สอบ 1 ครั้ง เราต้องจำชื่อกล้ามเนื้อเกือบร้อยมัด เส้นเลือด เส้นประสาทอีกไม่รู้กี่เส้น ดังนั้นต้องค่อย ๆ พยายามท่องสะสมไปเรื่อย ๆ อาจจะท่องแบบท่องไปเลย หรือท่องแบบมี Mnemonic* ก็ได้ และจะพยายามทวนสิ่งที่ได้เรียนไปแล้วอยู่เสมอ เพราะว่าเรามักจะลืมของเก่าเมื่อได้รับของใหม่มา แต่โดยส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่เราต้องจำให้ได้ก็คือ อวัยวะที่สำคัญ ส่วนอวัยวะอื่น ๆ ที่สำคัญน้อยลงมา ถ้าจำได้ก็จะดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร และพอถึงช่วงใกล้สอบ เราก็จะแบ่งเวลาไปศึกษาจากร่างอาจารย์ใหญ่ เพราะว่าเวลาสอบส่วนใหญ่เราสอบจากร่างจริง ไม่ใช่รูปภาพจากหนังสือ โดยการที่จะ Identifyอวัยวะต่าง ๆ ให้ได้นั้น เราต้องจำตำแหน่งของอวัยวะ พร้อมกับสิ่งแวดล้อมคร่าว ๆ ของอวัยวะนั้นให้ได้ เช่น กล้ามเนื้อนี้เกาะอะไรกับอะไร มีเส้นประสาท เส้นเลือดอะไรมาเลี้ยง หรือมีสิ่งไหนอยู่ใกล้กล้ามเนื้อชนิดนี้ เพื่อจะช่วยให้เราสามารถ Identify อวัยวะต่าง ๆ ได้แม่นยำยิ่งขึ้น 

สรุปก็คือ ดูเยอะ ๆ ท่องบ่อย ๆ เชื่อมโยงให้มาก ๆ แล้วก็จินตนาการให้เป็นภาพในสมองนั่นเอง~~

 

*Mnemonic คือ เทคนิคการอ่านหนังสือแบบมีวิธีช่วยจำ เช่น การจดจำคำศัพท์ผ่านการร้องเพลง หรือการนำอักษรตัวแรกมาต่อกันเป็นประโยค อย่างการจำอักษรกลางภาษาไทย (ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง)

 

จากบทความก่อนหน้าที่เล่าถึงเรื่องชีวิตของการเป็นนิสิตแพทย์ปี 1 และบทความนี้ จะเห็นได้ว่าการเรียนแพทย์นั้น เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการเรียนหรือการอ่านหนังสือทบทวน ทำให้ดูเหมือนว่าไม่ค่อยมีเวลาดูแลสุขภาพตัวเอง หรือไม่มีเวลาว่างให้ตัวเองและคนรอบข้างมากเท่าที่ควร แต่ถ้าเรารู้จักจัดสรรเวลาให้ดี เราจะมีเวลาเหลือไปทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจหรือมีเวลาดูแลตัวเองแน่นอน~~ อย่าลืมว่าการเรียนนั้นสำคัญ แต่สุขภาพของผู้เรียนก็สำคัญไม่แพ้กัน

สุดท้ายนี้เราก็หวังว่า 2 บทความเกี่ยวกับชีวิตการเรียนแพทย์ จะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกเรียนแพทย์ดีหรือไม่ รวมถึงคนอื่น ๆ ที่อยากรู้ว่าคณะแพทย์นั้นต้องเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้างนะครับ

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (2)

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง