น้อง ๆ เคยได้ยินคำว่า “เครดิตบูโร” กันบ้างมั้ยเอ่ย? รู้หรือไม่ว่าคำนี้คืออะไร?... ความจริงแล้วเครดิตบูโรหมายถึง “บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau Co.,Ltd. หรือ NCB)” ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลประวัติการชำระหนี้ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ ที่อยู่ อาชีพ เลขทะเบียนนิติบุคคล รวมไปถึงรายละเอียดสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ ประวัติการชำระสินเชื่อ สินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิต ซึ่งข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลของบริษัท

 

ทำความเข้าใจกับคำว่า “Blacklist”

มาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจไปว่าบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาตินั้นมีหน้าที่ในการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ด้วยหรือเปล่า? แล้วการที่สถาบันการเงินไม่ให้สินเชื่อเรา ก็เพราะเราติด Blacklist ของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติแน่ ๆ ใช่มั้ย? ซึ่งขอบอกตรงนี้เลยว่า “ไม่ใช่” นะ! เพราะบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ มีหน้าที่แค่จัดเก็บ รวบรวม ประมวลผล และรายงานข้อมูลสินเชื่อของลูกค้า ตามที่สถาบันการเงินหรือบริษัทต่าง ๆ ส่งมาให้เท่านั้น ซึ่งจะไม่มีการทำ Blacklist อยู่ในรายงานข้อมูลเครดิต แต่เป็นเพียงความเข้าใจกันเองเท่านั้นว่าการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) คือบุคคลที่มีประวัติค้างชำระเงินหลายงวด หรือมีเครดิตไม่ดี จนสถาบันการเงินไม่ให้สินเชื่อนั่นเอง

 

แล้วสาเหตุที่ธนาคารไม่ให้สินเชื่อ หรือที่เข้าใจกันว่าติด Blacklist นั้นมาจากอะไร?

สาเหตุจริง ๆ แล้วการที่สถาบันการเงินไม่อนุมัติเงินกู้หรือสินเชื่อให้เรา อาจจะมาจากปัจจัยอื่น ๆ อย่างการมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ มีประวัติการชำระหนี้ไม่ดี ชอบผิดนัดชำระหนี้ ค้างชำระเงินหลายงวด หรือมีเครดิตที่ไม่ดีนั่นเอง เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จะมีหน้าที่ในการรายงานข้อมูลเครดิตของเราทุก ๆ อย่าง ทั้งการผ่อนชำระที่อยู่อาศัย รถยนต์ บัตรเครดิต ประวัติการชำระสินเชื่อ สินค้าและบริการต่าง ๆ เนื่องจากมีฐานข้อมูลเครดิตของเราอยู่ในระบบ เมื่อเราได้ทำการขอกู้สินเชื่อหรือบัตรเครดิต สถาบันการเงินนั้น ๆ ก็จะเข้าไปตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ของเราจากรายงานของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติและทำการประเมิน ถ้าพบว่าเรามีประวัติไม่ดี ไม่น่าเชื่อถือ ก็จะปฏิเสธการขอสินเชื่อของเรา ทำให้เราขอสินเชื่อไม่ผ่าน จนเป็นที่มาของคำว่า “ติด Blacklist” นั่นเอง

 

อยากเคลียร์ประวัติ Blacklist ให้กลับมามีเครดิตที่ดีควรทำยังไง?

1. ชำระหนี้ทั้งหมด
ถ้าหากว่าเรามีหนี้ค้างชำระอยู่ ก็ต้องพูดคุยกับธนาคารเรื่องการชำระหนี้ให้หมด หรือถ้าคิดว่าไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จริง ๆ  ก็ให้ใช้วิธี “ปรับโครงสร้างหนี้” ซึ่งก็คือการขยายระยะเวลาในการชำระหนี้หรือการยืดระยะเวลาในการผ่อนให้นานขึ้น โดยจะมีทั้งแบบเพิ่มจำนวนหนี้ที่ต้องรับผิดชอบและแบบเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย นับเป็นการให้โอกาสลูกหนี้ในการเคลียร์หนี้นั่นเอง

2. ฟื้นฟูเครดิต
เมื่อรู้แล้วว่าประวัติการชำระหนี้สินของเราสำคัญยังไงต่อการขอสินเชื่อ สิ่งที่ต้องทำก็คือพยายามฟื้นฟูประวัติเครดิตของเราให้กลับมาดีอีกครั้ง ทั้งการชำระหนี้ที่มีอยู่ให้หมด และพยายามชำระให้ตรงเวลา ไม่ผิดนัด หรือไม่ค้างชำระ เนื่องจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติจะเก็บข้อมูลย้อนหลังเป็นเวลา 3 ปี เพราะฉะนั้นหากเราทำประวัติเครดิตให้ดีไปเรื่อย ๆ ติดต่อกัน ก็จะทำให้ประวัติเรากลับมาดีและน่าเชื่อถือได้ในที่สุด

 

สุดท้ายนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่อยากให้น้อง ๆ ควรรู้ไว้ก็คือเรื่องของ “ความรับผิดชอบ” เมื่อเราโตขึ้นแล้วมีกิจการ มีงานทำ มีเงินเดือนใช้ และจำเป็นต้องกู้เงินจริง ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจทำเรื่องกู้ เราควรคิดให้ดีก่อนว่าเราจะสามารถรับผิดชอบหนี้สินที่เกิดขึ้นได้หรือไม่? จะสามารถชำระเงินได้ตามระยะเวลาที่กำหนดหรือเปล่า? เราจำเป็นต้องกู้เงินจริง ๆ ใช่มั้ย? เพราะเมื่อเราได้กู้ไปแล้วนั่นแปลว่าเรากำลังอยู่ในสถานะของการเป็นหนี้ ดังนั้น อย่าลืมวางแผนการใช้เงินให้ดี ๆ ด้วยล่ะ!

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (1)

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง