ถ้าพูดถึงการไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน หลาย ๆ คนคงคิดว่า คน ๆ นั้นต้องเป็นคนที่เก่งภาษาอังกฤษมาก และสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างชำนาญ แต่ความเป็นจริงทุกคนไม่จำเป็นต้องเก่งภาษาอังกฤษถึงขั้นนั้นแล้วถึงจะสามารถไปแลกเปลี่ยนได้ เราก็เป็นคนนึงที่ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ได้ดีเลิศ และเป็นคนที่ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติด้วย เพราะกลัวพูดผิดบ้าง เราเลยตัดสินใจไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศอเมริกา

 

เตรียมตัวก่อนไปแลกเปลี่ยน?

ก่อนอื่นก็ขอแนะนำตัว เราชื่อ โอ (วรพงศ์ กิตติอนงค์) เราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการ YES ที่ Michigan, USA เป็นเวลาเกือบ 1 ปีเต็ม (Year Course) ซึ่งสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน เพราะเราอยากที่จะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้น อยากที่จะนำภาษาอังกฤษมาใช้ได้ในชีวิตจริง อยากหาความท้าทายหรือประสบการณ์ใหม่ ๆ อยากเรียนรู้วัฒนธรรม การใช้ชีวิตของชาวต่างชาติ และที่สำคัญอยากไปเที่ยวต่างประเทศ ^_^ (นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ไปต่างประเทศ) โดยเราไปแลกเปลี่ยนตอนที่เรากำลังขึ้น ม.5 เทอมต้น ซึ่งทำให้เวลากลับมาไทยเราต้องกลับมาเรียนซ้ำ ม.5 อีกครั้ง หลายคนอาจคิดว่าเสียเวลา แต่สำหรับเรา เรารู้สึกว่ามันคุ้มค่ามากกับการเสียเวลาไป 1 ปี

ซึ่งการเตรียมตัวก่อนจะไปแลกเปลี่ยนก็คงมีด่านหินอยู่หลาย ๆ ด่าน แต่ด่านนึงที่หลาย ๆ คนกังวล ก็คงเป็นการสัมภาษณ์วีซ่า ซึ่งเราก็ผ่านสิ่งนั้นมาแล้ว (รวมถึงการขอวีซ่าท่องเที่ยวประเทศอเมริกาเมื่อต้นปีนี่เอง) จริง ๆ แล้วการสัมภาษณ์แทบจะไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ถ้าเรามีเอกสารครบถ้วนและเตรียมตัวเป็นอย่างดี ฝึกตอบคำถามที่คิดว่าจะโดนถามเป็นภาษาอังกฤษ เช่น จะไปทำอะไรที่อเมริกา ไปนานเท่าไหร่ ไปอยู่ที่ไหน แล้วใครเป็นคนสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงบางครั้งก็มักจะมีคำถามแปลก ๆ มาด้วย พยายามตอบให้ตรงตามเอกสารและตอบตามความเป็นจริง และอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ไม่ผ่านวีซ่าก็คือการที่เราตื่นเต้นเกินไปจนทำให้ตอบไม่ตรงคำถามบ้าง ไม่ตรงเอกสารบ้าง ซึ่งสิ่งที่ช่วยเราจัดการกับความตื่นเต้นก่อนเข้าสัมภาษณ์คือ พยายามอยู่กับตัวเอง นึกถึงเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การสัมภาษณ์  สำหรับด่านสุดท้ายในการเตรียมตัวก่อนเดินทางคือ การทำใจกับการที่ต้องจากบ้านเป็นเวลานาน ซึ่งเราก็เจอปัญหามากในช่วงแรก ๆ เพราะเราไม่เคยไปไหนไกลนาน ๆ เลย คนส่วนใหญ่มักจะมีอาการ Home Sick ในช่วงแรก ๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่พออยู่ไปสักพักก็จะลดลงไปเองเมื่อเราเริ่มเปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ

 

ชีวิตความเป็นอยู่?

เราได้ไปอยู่บ้านแถว Huntington Wood ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่สงบร่มเย็นมาก ๆ เพราะรอบ ๆ บ้านมีต้นไม้เยอะมากและทุกบ้านก็มีสนามหญ้าหน้าบ้าน และจะมีกระรอก กระต่ายออกมาให้เราเห็นบ่อยมาก โดยเราไปอาศัยกับ Host Family ที่อาศัยอยู่คนเดียว เป็นชาวอเมริกันอายุ 75 ปี ซึ่งเขานิสัยดี เฟรนด์ลี่กับเรามาก ทำให้เราปรับตัวง่าย กล้าพูดได้มากขึ้น โดยสภาพแวดล้อมหมู่บ้านที่อเมริกาก็มีหลายอย่างที่ทำให้เราประหลาดใจมาก เช่น บ้านเกือบทุกหลังจะไม่มีรั้วบ้าน ส่วนใหญ่จะอยู่รวมกันอย่างเป็นระเบียบมาก ๆ พอเราอยู่กับเขาได้ประมาณครึ่งปีก็มีเหตุที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนโฮสต์ เพราะเขามีอาการเจ็บหน้าเมื่ออากาศหนาว ไม่สามารถไปส่งเราที่โรงเรียนได้ในหน้าหนาว เราเลยย้ายไปอยู่กับคู่แต่งงานใหม่คู่หนึ่งแต่ก็ยังกลับไปเยี่ยมโฮสต์คนเก่าบ้างเป็นครั้งคราวนะ แล้วโฮสต์ทั้ง 2 บ้านก็สนิทกันจนชวนไปเที่ยว ไปกินนู่นนั่นนี่บ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งโฮสต์ใหม่ของเราพาเราไปเที่ยวเยอะมาก (อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าได้ Host Family แบบไหน)

  

 

ในส่วนเรื่องการเรียน เราได้ไปเรียนที่ Ferndale High School ซึ่งเขาให้เราเรียนในระดับ Senior Year (เทียบเท่าม.6) โดยที่อเมริกาภายในหนึ่งวันก็จะเรียนประมาณ 5 คาบซึ่งเหมือนกันทุกวัน แล้วจะเลิกเรียนประมาณบ่าย 3 เพื่อให้นักเรียนมีเวลาไปทำกิจกรรมหลังเลิกเรียน เช่น ไปซ้อมกีฬาต่าง ๆ ที่มีตามฤดูกาล (เราได้ไปเข้าร่วมทีมกรีฑาของโรงเรียนช่วงฤดูใบไม้ผลิด้วย) ไปเที่ยวกับเพื่อน หรือไปทำกิจกรรมที่สนใจ ซึ่งวิชาที่เราเรียนก็มี AP Calculus (เป็นวิชาที่เพื่อนที่นู่นมักจะถามว่า “เรียนไปได้ไง”), American History (เป็นวิชาที่แอบยากเพราะเน้นไปที่แผนที่ และประวัติศาสตร์ของอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ ที่เราไม่เคยรู้เลย), English (ตอนแรกเขาให้เราเรียนกับเด็กม.6 ซึ่งเป็นการเรียนที่ให้เราอ่านหนังสือนิยายเป็นเล่ม ๆ แล้วมาตอบคำถามต่าง ๆ คล้ายอ่านบทความภาษาไทย แต่ในระดับนี้จะมีการใช้คำศัพท์โบราณและยากมาก เราเลยขอย้ายไปเรียนห้องที่สอนภาษาอังกฤษที่มีนักเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง), Intro to Chem (ง่ายกว่าที่ไทยมาก ทุกคนตกใจที่เราสามารถท่องตารางธาตุได้ ><), Intro to Forensic Sci (เป็นวิชาที่สนุกมาก ได้เรียนเกี่ยวกับนิติเวชเบื้องต้นแบบง่าย ๆ เช่น การลอกลายนิ้วมือ การตรวจการกระจายของเลือด ซึ่งมีกิจกรรมน่าสนใจให้ทำมากมาย) โดยภาพรวมก็รู้สึกว่าการเรียนที่อเมริกา ทำให้เราสามารถที่จะออกแบบอนาคตของเราได้ตั้งแต่อยู่มัธยม มีเวลาให้เราได้ออกไปใช้ชีวิต ได้ทำกิจกรรมหรือเรียนสิ่งต่าง ๆ ที่ตัวเองสนใจ ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก

 

 

ส่วนเรื่องการหาเพื่อนก็คงขึ้นกับบุคลิกของแต่ละคน สำหรับเราช่วงแรก ๆ ก็ไม่ค่อยจะมีเพื่อนสักเท่าไหร่ ส่วนมากก็อยู่กับเพื่อนต่างชาติที่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเหมือนกัน ^^ แต่พอเริ่มฟังเพื่อนคนอื่นพูดรู้เรื่องมากขึ้น และเริ่มที่จะกล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น การหาเพื่อนก็ง่ายขึ้น ยิ่งถ้าไปเล่นกีฬา หากิจกรรม หรือไปเที่ยวกับเพื่อนก็ยิ่งจะทำให้ได้เพื่อนเพิ่มขึ้นเยอะมาก

สำหรับเรื่องสภาพอากาศเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปในแต่ละรัฐ ซึ่งรัฐของเราเป็นรัฐที่อยู่ทางตอนเหนือ ในฤดูหนาวจะหนาวมาก ๆ และมีหิมะตกอยู่บ่อยครั้ง (หิมะสวยมากและนิ่มน่ากินมาก ๆ ) หนาวมากสุดที่เราเจอก็ประมาณ -15 องศาเซลเซียส ซึ่งยากที่จะออกไปข้างนอกบ้าน แต่ก็ยังมีสิ่งที่ดีคือ มีเนินหิมะให้เราเล่นสกีและ Sledding (ถาดเลื่อนหิมะ) ได้นั่นเอง สำหรับฤดูที่เราคิดว่าดีที่สุดและสวยที่สุดสำหรับมิชิแกนก็น่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งอากาศกำลังเย็นสบาย 13-15 องศาเซลเซียส ต้นไม้ก็เริ่มออกใบใหม่ ออกดอก และดอกแดนดิไลออนก็สวยมาก (เราชอบเด็ดออกมาเป่าอยู่บ่อย ๆ ) แต่สิ่งที่แย่สิ่งหนึ่งสำหรับอากาศที่มิชิแกนก็คงเป็น สภาพอากาศที่ค่อนข้างเอาแน่เอานอนไม่ได้ วันนี้ฝนตก พรุ่งนี้หิมะตก มะรืนแดดออก

  

 

ไปแล้วได้อะไร?

เราได้อะไรมากมายจากการไปแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น การพูดภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้นมาก ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตของคนในอเมริกา ได้ Connection กับเพื่อนทั้งในอเมริกาหรือประเทศอื่น ๆ ได้นิสัยที่ยอมรับความแตกต่างที่มากขึ้น เป็นคนที่พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น เป็นคนที่กล้าแสดงออกมากขึ้น และที่สำคัญคือ เรารู้สึกว่าความคิดเราโตขึ้นมากเมื่อเทียบกับก่อนที่จะไปแลกเปลี่ยน และหลังจากที่เรากลับมา เราก็ได้ใช้ความรู้หรือความสามารถที่เราได้รับในทันที เราได้เป็นตัวแทนโรงเรียนในหลาย ๆ งานที่มีการใช้ภาษาอังกฤษ เช่น พิธีกรงานที่ต้องพูดภาษาอังกฤษและเป็นตัวแทนพูดสุนทรพจน์ในงานต่าง ๆ รวมไปถึงเรายังใช้ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษในการเป็นมัคคุเทศก์อาสาสมัครอีกด้วย และที่สำคัญมันทำให้ประวัติส่วนตัวของเราดูดีขึ้นเป็นอย่างมากในการยื่นแฟ้มสะสมผลงาน สุดท้ายนี้เราอยากบอกทุกคนอีกครั้งว่า “สำหรับเรา สิ่งที่เราได้รับมาจากการไปครั้งนี้มีค่ามากกว่า 1 ปี (ในโรงเรียน) ที่เราสูญเสียไปเยอะมาก ๆ ”

 

 

(เพิ่มเติม) อเมริกามีไรน่าเที่ยวบ้าง?

 Washington Monument, Washington DC.

 

 South Heaven, Michigan.

 

 Columbus, Ohio.

 

 Chicago, Illinois.

 

 Pittsburgh, Pennsylvania.

 

 New York City, New York.

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (3)

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง