AFTERKLASS

Super Hero โอ 21 ส.ค. 2562

ชีวิตของการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน 1 ปี ที่ประเทศอเมริกา

 

ถ้าพูดถึงการไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน หลาย ๆ คนคงคิดว่า คน ๆ นั้นต้องเป็นคนที่เก่งภาษาอังกฤษมาก และสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างชำนาญ แต่ความเป็นจริงทุกคนไม่จำเป็นต้องเก่งภาษาอังกฤษถึงขั้นนั้นแล้วถึงจะสามารถไปแลกเปลี่ยนได้ เราก็เป็นคนนึงที่ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ได้ดีเลิศ และเป็นคนที่ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติด้วย เพราะกลัวพูดผิดบ้าง เราเลยตัดสินใจไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศอเมริกา

 

เตรียมตัวก่อนไปแลกเปลี่ยน?

ก่อนอื่นก็ขอแนะนำตัว เราชื่อ โอ (วรพงศ์ กิตติอนงค์) เราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการ YES ที่ Michigan, USA เป็นเวลาเกือบ 1 ปีเต็ม (Year Course) ซึ่งสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน เพราะเราอยากที่จะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้น อยากที่จะนำภาษาอังกฤษมาใช้ได้ในชีวิตจริง อยากหาความท้าทายหรือประสบการณ์ใหม่ ๆ อยากเรียนรู้วัฒนธรรม การใช้ชีวิตของชาวต่างชาติ และที่สำคัญอยากไปเที่ยวต่างประเทศ ^_^ (นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ไปต่างประเทศ) โดยเราไปแลกเปลี่ยนตอนที่เรากำลังขึ้น ม.5 เทอมต้น ซึ่งทำให้เวลากลับมาไทยเราต้องกลับมาเรียนซ้ำ ม.5 อีกครั้ง หลายคนอาจคิดว่าเสียเวลา แต่สำหรับเรา เรารู้สึกว่ามันคุ้มค่ามากกับการเสียเวลาไป 1 ปี

ซึ่งการเตรียมตัวก่อนจะไปแลกเปลี่ยนก็คงมีด่านหินอยู่หลาย ๆ ด่าน แต่ด่านนึงที่หลาย ๆ คนกังวล ก็คงเป็นการสัมภาษณ์วีซ่า ซึ่งเราก็ผ่านสิ่งนั้นมาแล้ว (รวมถึงการขอวีซ่าท่องเที่ยวประเทศอเมริกาเมื่อต้นปีนี่เอง) จริง ๆ แล้วการสัมภาษณ์แทบจะไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ถ้าเรามีเอกสารครบถ้วนและเตรียมตัวเป็นอย่างดี ฝึกตอบคำถามที่คิดว่าจะโดนถามเป็นภาษาอังกฤษ เช่น จะไปทำอะไรที่อเมริกา ไปนานเท่าไหร่ ไปอยู่ที่ไหน แล้วใครเป็นคนสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงบางครั้งก็มักจะมีคำถามแปลก ๆ มาด้วย พยายามตอบให้ตรงตามเอกสารและตอบตามความเป็นจริง และอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ไม่ผ่านวีซ่าก็คือการที่เราตื่นเต้นเกินไปจนทำให้ตอบไม่ตรงคำถามบ้าง ไม่ตรงเอกสารบ้าง ซึ่งสิ่งที่ช่วยเราจัดการกับความตื่นเต้นก่อนเข้าสัมภาษณ์คือ พยายามอยู่กับตัวเอง นึกถึงเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การสัมภาษณ์  สำหรับด่านสุดท้ายในการเตรียมตัวก่อนเดินทางคือ การทำใจกับการที่ต้องจากบ้านเป็นเวลานาน ซึ่งเราก็เจอปัญหามากในช่วงแรก ๆ เพราะเราไม่เคยไปไหนไกลนาน ๆ เลย คนส่วนใหญ่มักจะมีอาการ Home Sick ในช่วงแรก ๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่พออยู่ไปสักพักก็จะลดลงไปเองเมื่อเราเริ่มเปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ

 

ชีวิตความเป็นอยู่?

เราได้ไปอยู่บ้านแถว Huntington Wood ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่สงบร่มเย็นมาก ๆ เพราะรอบ ๆ บ้านมีต้นไม้เยอะมากและทุกบ้านก็มีสนามหญ้าหน้าบ้าน และจะมีกระรอก กระต่ายออกมาให้เราเห็นบ่อยมาก โดยเราไปอาศัยกับ Host Family ที่อาศัยอยู่คนเดียว เป็นชาวอเมริกันอายุ 75 ปี ซึ่งเขานิสัยดี เฟรนด์ลี่กับเรามาก ทำให้เราปรับตัวง่าย กล้าพูดได้มากขึ้น โดยสภาพแวดล้อมหมู่บ้านที่อเมริกาก็มีหลายอย่างที่ทำให้เราประหลาดใจมาก เช่น บ้านเกือบทุกหลังจะไม่มีรั้วบ้าน ส่วนใหญ่จะอยู่รวมกันอย่างเป็นระเบียบมาก ๆ พอเราอยู่กับเขาได้ประมาณครึ่งปีก็มีเหตุที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนโฮสต์ เพราะเขามีอาการเจ็บหน้าเมื่ออากาศหนาว ไม่สามารถไปส่งเราที่โรงเรียนได้ในหน้าหนาว เราเลยย้ายไปอยู่กับคู่แต่งงานใหม่คู่หนึ่งแต่ก็ยังกลับไปเยี่ยมโฮสต์คนเก่าบ้างเป็นครั้งคราวนะ แล้วโฮสต์ทั้ง 2 บ้านก็สนิทกันจนชวนไปเที่ยว ไปกินนู่นนั่นนี่บ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งโฮสต์ใหม่ของเราพาเราไปเที่ยวเยอะมาก (อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าได้ Host Family แบบไหน)

  

 

ในส่วนเรื่องการเรียน เราได้ไปเรียนที่ Ferndale High School ซึ่งเขาให้เราเรียนในระดับ Senior Year (เทียบเท่าม.6) โดยที่อเมริกาภายในหนึ่งวันก็จะเรียนประมาณ 5 คาบซึ่งเหมือนกันทุกวัน แล้วจะเลิกเรียนประมาณบ่าย 3 เพื่อให้นักเรียนมีเวลาไปทำกิจกรรมหลังเลิกเรียน เช่น ไปซ้อมกีฬาต่าง ๆ ที่มีตามฤดูกาล (เราได้ไปเข้าร่วมทีมกรีฑาของโรงเรียนช่วงฤดูใบไม้ผลิด้วย) ไปเที่ยวกับเพื่อน หรือไปทำกิจกรรมที่สนใจ ซึ่งวิชาที่เราเรียนก็มี AP Calculus (เป็นวิชาที่เพื่อนที่นู่นมักจะถามว่า “เรียนไปได้ไง”), American History (เป็นวิชาที่แอบยากเพราะเน้นไปที่แผนที่ และประวัติศาสตร์ของอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ ที่เราไม่เคยรู้เลย), English (ตอนแรกเขาให้เราเรียนกับเด็กม.6 ซึ่งเป็นการเรียนที่ให้เราอ่านหนังสือนิยายเป็นเล่ม ๆ แล้วมาตอบคำถามต่าง ๆ คล้ายอ่านบทความภาษาไทย แต่ในระดับนี้จะมีการใช้คำศัพท์โบราณและยากมาก เราเลยขอย้ายไปเรียนห้องที่สอนภาษาอังกฤษที่มีนักเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง), Intro to Chem (ง่ายกว่าที่ไทยมาก ทุกคนตกใจที่เราสามารถท่องตารางธาตุได้ ><), Intro to Forensic Sci (เป็นวิชาที่สนุกมาก ได้เรียนเกี่ยวกับนิติเวชเบื้องต้นแบบง่าย ๆ เช่น การลอกลายนิ้วมือ การตรวจการกระจายของเลือด ซึ่งมีกิจกรรมน่าสนใจให้ทำมากมาย) โดยภาพรวมก็รู้สึกว่าการเรียนที่อเมริกา ทำให้เราสามารถที่จะออกแบบอนาคตของเราได้ตั้งแต่อยู่มัธยม มีเวลาให้เราได้ออกไปใช้ชีวิต ได้ทำกิจกรรมหรือเรียนสิ่งต่าง ๆ ที่ตัวเองสนใจ ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก

 

 

ส่วนเรื่องการหาเพื่อนก็คงขึ้นกับบุคลิกของแต่ละคน สำหรับเราช่วงแรก ๆ ก็ไม่ค่อยจะมีเพื่อนสักเท่าไหร่ ส่วนมากก็อยู่กับเพื่อนต่างชาติที่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเหมือนกัน ^^ แต่พอเริ่มฟังเพื่อนคนอื่นพูดรู้เรื่องมากขึ้น และเริ่มที่จะกล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น การหาเพื่อนก็ง่ายขึ้น ยิ่งถ้าไปเล่นกีฬา หากิจกรรม หรือไปเที่ยวกับเพื่อนก็ยิ่งจะทำให้ได้เพื่อนเพิ่มขึ้นเยอะมาก

สำหรับเรื่องสภาพอากาศเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปในแต่ละรัฐ ซึ่งรัฐของเราเป็นรัฐที่อยู่ทางตอนเหนือ ในฤดูหนาวจะหนาวมาก ๆ และมีหิมะตกอยู่บ่อยครั้ง (หิมะสวยมากและนิ่มน่ากินมาก ๆ ) หนาวมากสุดที่เราเจอก็ประมาณ -15 องศาเซลเซียส ซึ่งยากที่จะออกไปข้างนอกบ้าน แต่ก็ยังมีสิ่งที่ดีคือ มีเนินหิมะให้เราเล่นสกีและ Sledding (ถาดเลื่อนหิมะ) ได้นั่นเอง สำหรับฤดูที่เราคิดว่าดีที่สุดและสวยที่สุดสำหรับมิชิแกนก็น่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งอากาศกำลังเย็นสบาย 13-15 องศาเซลเซียส ต้นไม้ก็เริ่มออกใบใหม่ ออกดอก และดอกแดนดิไลออนก็สวยมาก (เราชอบเด็ดออกมาเป่าอยู่บ่อย ๆ ) แต่สิ่งที่แย่สิ่งหนึ่งสำหรับอากาศที่มิชิแกนก็คงเป็น สภาพอากาศที่ค่อนข้างเอาแน่เอานอนไม่ได้ วันนี้ฝนตก พรุ่งนี้หิมะตก มะรืนแดดออก

  

 

ไปแล้วได้อะไร?

เราได้อะไรมากมายจากการไปแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น การพูดภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้นมาก ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตของคนในอเมริกา ได้ Connection กับเพื่อนทั้งในอเมริกาหรือประเทศอื่น ๆ ได้นิสัยที่ยอมรับความแตกต่างที่มากขึ้น เป็นคนที่พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น เป็นคนที่กล้าแสดงออกมากขึ้น และที่สำคัญคือ เรารู้สึกว่าความคิดเราโตขึ้นมากเมื่อเทียบกับก่อนที่จะไปแลกเปลี่ยน และหลังจากที่เรากลับมา เราก็ได้ใช้ความรู้หรือความสามารถที่เราได้รับในทันที เราได้เป็นตัวแทนโรงเรียนในหลาย ๆ งานที่มีการใช้ภาษาอังกฤษ เช่น พิธีกรงานที่ต้องพูดภาษาอังกฤษและเป็นตัวแทนพูดสุนทรพจน์ในงานต่าง ๆ รวมไปถึงเรายังใช้ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษในการเป็นมัคคุเทศก์อาสาสมัครอีกด้วย และที่สำคัญมันทำให้ประวัติส่วนตัวของเราดูดีขึ้นเป็นอย่างมากในการยื่นแฟ้มสะสมผลงาน สุดท้ายนี้เราอยากบอกทุกคนอีกครั้งว่า “สำหรับเรา สิ่งที่เราได้รับมาจากการไปครั้งนี้มีค่ามากกว่า 1 ปี (ในโรงเรียน) ที่เราสูญเสียไปเยอะมาก ๆ ”

 

 

(เพิ่มเติม) อเมริกามีไรน่าเที่ยวบ้าง?

 Washington Monument, Washington DC.

 

 South Heaven, Michigan.

 

 Columbus, Ohio.

 

 Chicago, Illinois.

 

 Pittsburgh, Pennsylvania.

 

 New York City, New York.

  • Tag

  • #เคล็ดลับการเรียน #ภาษาต่างประเทศ #Smart Klass #เรียนต่อ #การพัฒนาตนเอง
  • Tag ยอดฮิตติดใจ

  • #Biz Klass#Smart Klass#ความรู้รอบตัว#Play Klass#เจ้าของธุรกิจ

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ

WanreudeeLookyee อันดับแรกก็ดูว่า อยากไปโครงการไหนก่อน แล้วก็ไปสอบอะไรต่างๆตามระเบียบของแต่ละโครงการ ส่วนเรื่องทุนก็จะมีความหลากหลายของแต่ละโครงการไป โดยส่วนใหญ่เหมือนทางโครงการก็จะออกให้ส่วนนึง อีกส่วนนึงเราต้องจ่ายเอง จะเรียกว่าเงินสมทบ

Super Hero โอ 30 ส.ค. 2562

Wow น่าไปเรียนมากๆเลยค่ะ

ภัทรวรรณ 29 ส.ค. 2562

wow พี่ไปเเลกเปลี่ยนอเมริกาในตอนนั้นได้ยังงัยคะ เเบบไปด้วยทุนตัวเอง หรือทุนจากโครงการนั้นๆ

WanreudeeLookyee 22 ส.ค. 2562

ยกเลิก
ตกลง