โลกเรานี่นับวันยิ่งมีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้นตลอด ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีอย่างเดียวเท่านั้นนะที่พัฒนา แต่ลามไปถึงอาการผิดปกติหรือโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย อย่างล่าสุดก็มีโรค Mobile Syndrome เกิดขึ้น และส่วนใหญ่เกิดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยไม่เกี่ยงอายุ จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่โรค Mobile Syndrome ก็สามารถเล่นงานสุขภาพได้หมด เดี๋ยววันนี้พี่วินนี่จะพาน้อง ๆ ไปทำความรู้จักและหาวิธีป้องกันเจ้าโรคนี้เอง

 

Mobile Syndrome คืออะไร

โรคนี้เป็นโรคกล้ามเนื้อคอหดเกร็ง เกิดจากการที่เราก้มหน้าก้มตาใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไปนี่แหละ อาการจะเหมือนโรคออฟฟิศซินโดรมที่พนักงานออฟฟิศมักจะเป็นกัน เพราะต้องนั่งเกร็งท่าเดิม จ้องคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลา ทำให้ร่างกายรับภาระหนักแบบไม่รู้ตัว พอเป็นแบบนี้ทุกวันก็จะเกิดอาการปวดคอ ปวดบ่า ปวดไหล่ ปวดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามมา

แต่ Mobile Syndrome จะมีอาการปวดบริเวณข้อมือ นิ้ว และแขนร่วมด้วย เพราะกล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็งจากการจับโทรศัพท์ยิ่งใครเล่นโทรศัพท์ทั้งวัน วันละหลายชั่วโมงเนี่ย เสี่ยงเป็นโรคนี้มาก

 

เช็กอาการของ Mobile Syndrome

อาการหลักของโรค Mobile Syndrome นั้นสังเกตไม่ยาก ถ้าน้อง ๆ เริ่มมีอาการนิ้วล็อค ตาล้า ตาพร่า ตาแห้ง เมื่อยคอ เมื่อยบ่า เมื่อยไหล่ หรือปวดศีรษะตามมาด้วยเนี่ยระวังให้ดี สาเหตุของอาการเหล่านี้มาจากการก้มหน้ามองจอหรือใช้มือถือติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวและทำงานหนักเกินกว่าปกติ จนอาจส่งผลให้อวัยวะเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

 

สังเกตตัวเองให้ชัวร์ แล้วปรับพฤติกรรมตามนี้ด่วน!

สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีอาการแบบที่บอกไปข้างต้น ต้องรีบปรับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ด่วน ๆ หรือใครที่ยังไม่มีอาการก็ไม่ต้องรอให้โรคนี้เกิดขึ้นกับตัวเองก่อน เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามวิธีนี้เลย

 

1. ปรับท่าทางการใช้โทรศัพท์ให้ถูกต้อง

จากที่เคยจับโทรศัพท์อยู่ระดับอก แล้วก้มหน้าลงไปเล่นอยู่ตลอด ต้องเปลี่ยนท่าทางใหม่ เพราะท่าทางที่เหมาะสมกับการใช้โทรศัพท์ที่สุดคือ ยกโทรศัพท์ขึ้นมาอยู่ระดับสายตา วิธีนี้จะทำให้เราไม่ต้องก้มหน้าลงไป ช่วยลดอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อคอได้

 

2. กำหนดเวลาในการใช้งานโซเชียล

ในแต่ละวัน หลายคนเล่นโซเชียลนานหลายชั่วโมง เสี่ยงที่จะเกิดโรค Mobile Syndrome เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องกำหนดเวลาเล่นโซเชียลอย่างชัดเจน หรือถ้าใช้เทคนิคกำหนดเวลาไม่ได้ แนะนำว่าให้ลองเปลี่ยนมากำหนดสถานที่ที่จะไม่เล่นโทรศัพท์แทน เช่น กำหนดว่าขณะเดินทางไปโรงเรียน หรือตอนทานข้าวบนโต๊ะอาหารจะไม่เล่นโทรศัพท์ วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดการเล่นโทรศัพท์แล้ว น้อง ๆ ยังได้ซึมซับบรรยากาศรอบตัวด้วยนะ ขอบอกว่าจะรู้สึกดีสุด ๆ ไปเลย

 

3. ปิดการแจ้งเตือน

เหตุผลที่เราต้องเช็กโทรศัพท์บ่อย ๆ บางครั้งก็มาจากการแจ้งเตือนที่เด้งตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนจากไลน์ เฟซบุ๊ก หรือแอปฯ อื่น ๆ ก็ตาม ดังนั้นทางที่ดีควรกำหนดเวลาปิดการแจ้งเตือนเพื่อให้เราเลิกสนใจโทรศัพท์ไปเลย ถ้ามีเรื่องด่วนก็บอกให้เพื่อนติดต่อด้วยการโทรเข้ามาโดยตรงจะดีที่สุด ช่วยให้เราลดความสนใจในโทรศัพท์ แล้วใช้เวลาไปกับการทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้เต็มที่อีกด้วย

 

4. งดเล่นโทรศัพท์ในที่ที่มีแสงน้อย

การเล่นโทรศัพท์ในที่ที่มีแสงน้อยจะเพิ่มภาระหนักให้กับดวงตาของเรามากขึ้น จอประสาทตาอาจเสื่อมสภาพเร็ว และทำให้เกิดปัญหาทางสายตาตามมาได้ ซึ่งไม่คุ้มเลย เพราะตาถือเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก ๆ ดังนั้นหยุดพฤติกรรมปิดไฟเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนเลยนะ หรือถ้าใครจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ในที่แสงน้อยจริง ๆ ควรใส่แว่นกรองแสงสีฟ้า หรือเปิดโหมด Night Shift ไปด้วย ก็จะช่วยถนอมสายตาเราได้เยอะ

สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่กำลังมองหาอาหารบำรุงสายตาทานกัน พี่วินนี่แนะนำผลไม้ตระกูลเบอร์รี หรือแครอท ที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงสายตา ลองไปหาทานกันนะ

 

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพยายามใช้โทรศัพท์ให้น้อยลง และหาเวลาว่างไปทำกิจกรรมนอกบ้านบ้าง เช่น ออกไปเล่นกีฬากับเพื่อน หรือใครมีสุนัขก็พาสุนัขไปเดินเล่นสักหน่อย การมีพฤติกรรมแบบนี้แหละที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรค Mobile Syndrome และทำให้สุขภาพเราแข็งแรงอย่างยั่งยืน!

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (3)

{{comment.comment}}

{{subcomment.comment}}

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง