AFTERKLASS

Super Hero น็อต 7 มิ.ย. 2562

เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ (ธุรกิจออนไลน์ ตอนที่ 2)

 

“ขายของออนไลน์” เป็นงานเสริมที่ถูกนึกถึงอันดับแรก ๆ ในสมัยปัจจุบัน เพราะด้วยความที่ทำที่ไหน เวลาไหนก็ได้ และยังสามารถสร้างรายได้แซงหน้างานหลักไปไกลได้เช่นกัน ในบทความที่สองนี้จะพูดเกี่ยวกับ “บันไดขั้นแรก” หลังจากที่เราตัดสินใจได้แล้วว่าเราจะขายอะไรดี นั่นก็คือการหาลูกค้าคนแรกและคนต่อ ๆ ไปของเรา บทความนี้จะไม่ใช่ประเภท How to แบบจับมือเปิดเพจว่าต้องทำยังไง แต่จะเป็นการบอกว่าควรมีกระบวนการคิดยังไง ปูพื้นฐานให้มีชุดความคิดของผู้ประกอบการ เพราะเชื่อว่าปัจจุบันการขายออนไลน์มันมีหลากหลายช่องทาง แยกย่อยไปตามความเหมาะสมของแต่ละประเภทสินค้า และมีช่องทางใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ๆ การพยายามทำตามสูตรสำเร็จที่มีคนทำไว้ โดยไม่ตั้งคำถามใด ๆ เลยว่าเหมาะกับสินค้าและเหมาะกับเราหรือไม่ นั่นจะกลับกลายเป็นสูตรสำเร็จของความล้มเหลวทันที

 

STEP 1 คิดก่อนทำ

1. ศึกษากติกาและคู่แข่งขัน

หลายคนเริ่มต้นด้วยการกระโดดลงไปขายเลย แต่สิ่งที่อยากแนะนำให้ทำก่อนลงทุนลงแรงไปก็คือ การศึกษา หาข้อมูลในตลาดของสิ่งที่เรากำลังจะขาย เปรียบเหมือนถ้าเราจะลงเล่นในเกมกีฬา แต่ไม่รู้กติกาและคู่แข่ง โอกาสชนะจะริบหรี่ คำถามคือ ศึกษาอะไรบ้าง? เอาแบบพื้นฐานก็คือ Who What When Where Why How (5W1H) ศึกษาว่าใคร ทำอะไร ทำอย่างไร ช่องทางไหน และผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไรบ้าง


Who & When: ใครบ้าง ทำกันมานานยัง

- คู่แข่งในตลาดที่ขายสินค้าเหมือนกัน เช่น แบรนด์เดียวกัน หรือสินค้าใกล้เคียงกันมาก 


- คู่แข่งในตลาดที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน เช่น คนละแบรนด์แต่เป็นสินค้าเหมือนกัน ในระดับราคาต่าง ๆ 


What & How: ทำอะไรกันบ้าง ทำยังไง

- เขาทำการตลาดยังไงกันอยู่ เช่น โปรโมชั่น, การโพสต์รูปเป็นอย่างไรและมีข้อความเป็นแบบไหน หรือทำการโปรโมทอย่างไร


Where: ขายที่ไหน

- ช่องทางที่เขาขายกัน ขายที่ไหนบ้าง เช่น Facebook เพจ / กลุ่ม / ส่วนตัว, IG, Lazada, Shopee หรืออื่น ๆ

สุดท้ายก็มาดูผลลัพธ์ของคู่แข่ง

ดูระยะเวลาที่ขายมา ถ้าขายมานานแล้วแสดงว่าสินค้าอยู่ได้ หรือมีลูกค้าเยอะขนาดไหน (Tip: ดูจากเลขพัสดุถ้าเขาโพสต์ลงหรือถ้าเป็นในพวก Lazada หรือ Shopee จะมีแจ้งจำนวนยอดขายกับจำนวนรีวิว ก็ประมาณจากตรงนั้นได้)

2. วางแผน

เปรียบเหมือนการเดินบุกเบิกขึ้นภูเขา จากข้อที่ 1 เราดูรอยเท้าของแต่ละคนที่มาก่อนเรา ว่ารอยเท้านี้ปัจจุบันไปอยู่ที่ตรงไหนแล้ว ซึ่งเราจะเห็นร้านที่ทั้งประสบความสำเร็จดี ไปจนถึงไม่ประสบความสำเร็จ พอเราเห็นแล้ว ต่อมาก็เป็นหน้าที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเดินไปในทิศทางไหน หรือเดินเส้นทางใหม่ที่ยังไม่เคยมีคนทำ ซึ่งก็อาจจะลงเหวหรือเจอทางที่ดีกว่าที่ทุกคนเคยเดิน เราไม่ได้ศึกษาคนอื่นเพื่อก๊อบปี้ แต่เราศึกษาเพื่อนำมาวางแผน ทำให้แตกต่างหรือดีกว่า ดีกว่าที่เราเข้ามาแบบไม่รู้อะไรเลย ซึ่งจากข้อมูลที่เราได้ ก็นำมาวางแผนได้มากมาย เช่น

- ชื่อร้านหรือชื่อเพจ เช่น ตั้งชื่อยังไงคนจะจำง่าย ไม่สับสนกับร้านอื่น

- สินค้าเหมือนหรือแตกต่าง หรือทำให้ดีกว่า 


- ราคาควรตั้งที่เท่าไหร่ ช่วงแรกควรมีโปรโมชั่นยังไงดี เพื่อดึงดูดความสนใจ

- มีช่องทางไหนที่จะลงขายได้บ้าง

- โพสต์ลักษณะไหน ถ่ายรูปแบบไหนถึงจะดีกว่าคู่แข่งได้

- กลุ่มลูกค้าจะเป็นประมาณไหน จะลงโฆษณาแบบไหนหรือลงโฆษณาเพจไหน ที่ไปถึงกลุ่มลูกค้า

คุณแค่ตั้งคำถามว่าจะทำยังไงให้สินค้าดีกว่า รูปสวยกว่า ส่งเร็วกว่า ตอบไวกว่า โฆษณาตรงกลุ่มลูกค้ากว่า หรือมีวิธีพรีเซนต์ชักชวนคนซื้อด้วยการบรรยายโฆษณาได้เก่งกว่า เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องพื้นฐานของการขายของออนไลน์เลย

 

STEP 2 ลงมือทำ

หลายคนคิดก่อนทำจนไม่กล้าลงมือทำก็มี เพราะอันนู้นก็มีคนทำดีแล้ว อันนี้ก็มีที่ทำดีอยู่แล้ว แล้วเราจะไปอยู่ตรงไหนได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ผิดที่จะไม่ลงมือทำ แต่อยากเชียร์ให้ลงมือทำ เพราะคุณจะค้นพบทางใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง หรือถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่ผมขอใช้คำว่าเป็น “ค่าเทอม” เพราะทุกอย่างไม่ได้ได้มาง่าย ๆ คนที่ประสบความสำเร็จก็ต้องมีล้มเหลวขาดทุนเป็นการจ่ายค่าเทอม ค่าประสบการณ์นอกโรงเรียนมาทั้งนั้น STEP ที่ 2 นี้จึงขอเรียกว่าทริคหรือทักษะพื้นฐานในการขายของออนไลน์

การสื่อสารอย่างตรงกลุ่ม

1. ทักษะการพรีเซนต์ขายของด้วยคำพูด

ข้อได้เปรียบมากของการขายของออนไลน์ที่ต่างจากที่คุณวางขายหน้าร้านเฉย ๆ คือ คุณสามารถพรีเซนต์ของได้เต็มที่ ทักษะขั้นต้นคือการนำเสนอสินค้าที่ขายให้ดูน่าสนใจและเกิดความอยากซื้อ การสร้างเรื่องราว เรื่องเล่าให้มีความน่าสนใจ ทุกสิ่งจะมีความน่าสนใจหรือไม่ขึ้นอยู่ที่คุณว่าจะเล่าออกมาให้คนอ่านอินได้ขนาดไหน เช่น

- กางเกงขาสั้นเอวยืดที่ผ้าดูแพงด้วยผ้า Cotton ยืดและนุ่มพิเศษ ต่างจากกางเกงเอวยืดทั่ว ๆ ไป ขอรับประกัน เลยว่าผ้าเหมือนกางเกงราคา 1-2 พัน

- โอ๊ยแกร กราบคนคิดสิ่งนี้ รักมากกก กับสเปรย์ละอองเย็น ฉีดที่ไหนก็เย็นเหมือนมีแอร์เคลื่อนที่ เหมาะกับ อากาศบ้านเราสุด ๆ

ทำ Content คำพูดและรูปภาพให้ดึงดูดความสนใจคน โดยให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่เราต้องการสื่อสาร เขาพูดภาษายังไง เขาสนใจอะไร เป็นสิ่งพื้นฐานที่เราควรเข้าใจ หมั่นสังเกตกลุ่มลูกค้าเราว่าชอบทำอะไร ไลก์เพจแบบไหน ดูหนังแนวไหน กิจกรรมยามว่างทำอะไร จะช่วยให้เราเข้าใจเขามากยิ่งขึ้น
 


2. สื่อ 


หมายถึงทั้งรูปภาพ วิดีโอ เสียง หรืออื่น ๆ การขายของได้หรือทำให้น่าสนใจ ไม่ได้หมายความว่ารูปต้องสวยระดับกล้องโปรถ่าย คมชัดระดับ HD องค์ประกอบภาพตามหลักทฤษฎี หรือต้องเป็นนายแบบนางแบบราคาแพงหน้าตาเพอร์เฟกต์เท่านั้น แต่มันคือการสื่อสารที่เราตั้งคำถามกับรูปของเราอย่างน้อย 2 อย่าง คือ เราจะดึงความสนใจและสื่อสารคุณสมบัติของสินค้าของเราออกไปถึงลูกค้าให้ได้ภายในไม่กี่วินาทีที่เขากำลังปัดหน้าจอเลื่อนผ่านได้หรือไม่ มันอาจจะดูกว้างว่าทำยังไงให้น่าสนใจ ตรงนี้มันขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้า ช่องทาง และ Brand Character ที่เราต้องการจะสร้าง ยกตัวอย่างแบรนด์ Jula’s herb วิดีโอที่เขาทำออกมาสั้น ๆ แต่สื่อสารถึงปัญหาของกลุ่มลูกค้าอย่างตรงประเด็น ด้วยการใช้นักแสดงที่หน้าตาธรรมดา เข้าถึงง่าย ดูจริง ไม่ได้เลือกนางเอกมาแสดง เพราะเขาขายครีมซองราคาหลักไม่กี่สิบบาท และทำสื่อให้สอดคล้องกับแบรนด์ได้อย่างดี ถ้าเราเริ่มขายใหม่ ๆ  แนะนำให้ถ่ายง่าย ๆ แต่สวย สินค้าชัดเจน พื้นหลังไม่รก ดูส่งเสริมสินค้าเรา อาจจะปูด้วยกระดาษแข็งขาว หญ้าเทียม กระเบื้องหินอ่อน แล้วอาจจะใส่อะไรลงมาให้ดูไม่โล่งเกินไปและส่งเสริมสินค้า สมมุติขายสเปรย์ละอองเย็นกลิ่นเสาวรส เราก็ซื้อเสาวรสสวย ๆ มาถ่ายด้วยก็ได้ ลงทุนไม่มากแต่สวย ให้สินค้าดูโดดเด่นจากคนอื่นมากขึ้น

3. การบริการ

การบริการลูกค้าดี ไม่ได้มีต้นทุนเพิ่ม แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นมากนัก ควรเริ่มตั้งแต่ตอบเร็ว สุภาพ ให้ลูกค้าเกิดความสบายใจที่สั่งสินค้ากับเรา สำหรับแอดมินร้านผมก็จะสอนประมาณนี้

- ลูกค้าถามอะไรให้ตอบ เพราะบางทีลูกค้าถามมาหลาย ๆ คำถามพร้อมกัน การให้ต้องถามซ้ำอาจทำให้ลูกค้าหงุดหงิด

- พูดเพราะ ๆ ภาษาพูดกับพิมพ์ต่างกัน ภาษาพูดยังสามารถตีความด้วยน้ำเสียงท่าทางประกอบ แต่ภาษาพิมพ์นั้นตีความผ่านตัวอักษรล้วน ๆ ดังนั้นต้องพูดเพราะเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น

  • เอาสีอะไรครับ -> คุณลูกค้าสนใจรับสินค้าสีไหนครับผม
  • ของหมดครับ -> ขออภัยด้วยครับ ตัวนี้หมดแล้วครับ ลองดูสินค้าตัวนี้ไปแทนไหมครับผม
  • ครับ -> ครับผม / รับทราบครับ ^^
 

  • ขอที่อยู่หน่อยครับ -> รบกวนขอที่อยู่ด้วยครับผม ขออภัย/รบกวน/ขออนุญาต ถ้าฝึกใช้เป็น ภาษาพิมพ์ของเราจะดูสุภาพมากขึ้น

และเทคนิคการใช้เสียงยาวหรืออิโมติคอน ในเมื่อเราคาดหวังว่าพนักงานร้านอาหารหรือโรงแรมต้องยิ้มแย้ม เช่นเดียวกับการขายของออนไลน์ เพียงแต่เรายิ้มให้เห็นไม่ได้ แต่เราสามารถใช้สัญลักษณ์แทนการยิ้มได้ ทั้งการใช้เสียงยาว เช่นคำว่า ครับผมมม  ค่าา หรือการเติมอิโมติคอนต่อท้ายไป เช่น “ครับบ ^^”

4. การซื้อโฆษณา

โดยเทคนิค การโฆษณาบน Facebook คือต้องลงทุนลองลงโฆษณาแบบกว้าง ๆ ไปก่อน อาจจะเซตแค่ช่วงอายุไม่เกิน 15 ปี กับ เพศ ซึ่งในช่วงแรกอาจจะแทบไม่มีคนทัก ไม่มีคนซื้อ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่เราต้องการจากการลงโฆษณาในช่วงแรกคือกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่สนใจสินค้าจนกดไลก์หรือคอมเมนต์ ไปจนถึงทักมาสักหน่อย ทำให้เราได้รู้ว่าคนที่กดไลก์หรือคนที่มาซื้อสินค้าเป็นใคร ลักษณะประมาณไหน เพื่อให้การลงโฆษณาครั้งต่อ ๆ ไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถกำหนดกลุ่มลูกค้าได้ตรงกับสินค้า ซึ่งอาจจะใช้ระบบช่วยหาคนที่มีลักษณะคล้ายลูกค้าของเราอย่างระบบ Lookalike หรือ Friends of Friends เป็นต้น การขายของคือการสะสมฐานลูกค้าและจับจุดให้ถูกจุดเท่านั้นเอง เพียงแต่ต้องลงทุนเรียนรู้ ทดลองอย่างสม่ำเสมอ ว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่กับสินค้าของเรา อย่าเพิ่งท้อแท้ว่าลงโฆษณาไปแล้วยังไม่มีลูกค้า และการโฆษณาอีกรูปแบบหนึ่งก็คือการจ้างให้เน็ตไอดอลหรือ Online influencer รีวิว/แชร์ให้ ก็เป็นอีกหนึ่งการโฆษณาที่ได้ผลดีมากหากเลือกคนให้เหมาะสมกับสินค้า

 

โดย 2 Steps หลักนี้ได้แก่ “คิดก่อนทำ” และ “การลงมือ” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ขั้นต่อมาคือวงจรของการทดลองเรียนรู้และปรับปรุง จะกลายเป็น คิด -> ลงมือ -> เรียนรู้ -> พัฒนา ถ้าเห็นภาพของวงจรนี้แล้วไม่ยอมแพ้ พัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ รับรองได้ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

  • Tag

  • #ขายของออนไลน์ #เจ้าของธุรกิจ #Biz Klass
  • Tag ยอดฮิตติดใจ

  • #Biz Klass#Smart Klass#ความรู้รอบตัว#Play Klass#เจ้าของธุรกิจ

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ

ยกเลิก
ตกลง