AFTERKLASS

ครั้งหนึ่งฉันเคยไปเป็นครูบ้านนอก

 

เรียนจบแล้วด้วยความที่ว่าเราอยากหาอะไรทำ เราเลยลองมาเป็นครูดูสักครั้ง

ด้วยความที่เราว่างเลยอยากลองหากิจกรรมใหม่ ๆ ทำดู อีกทั้งเราเคยฝันว่าอยากเป็นครู เพราะรู้สึกว่าการได้สอนเด็ก ๆ ให้เติบโตเป็นคนดีและเก่งได้ก็น่าจะดี แต่ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่างทำให้ความฝันนั้นก็เลือนรางลงไปเรื่อย ๆ จนเราได้มาเจอกับโครงการ “ครูบ้านนอก" ของมูลนิธิกระจกเงา เราจำไม่ได้ว่าวันไหนเมื่อหลายปีที่แล้ว เราเห็นมีคนเอาโครงการนี้มารีวิวหน้าเฟซบุ๊ก ทำให้เรารู้สึกสนใจมาก ๆ เพราะนอกจากเราจะได้ไปเที่ยวแล้วเรายังได้ลองเป็นครูสอนน้องตามดอยอีกด้วย

“นี่ไง โอกาสที่เราจะได้ไปลองเป็นครูแบบที่เคยคิดไว้” เป็นประโยคแรกที่เราคิด หลังจากเรานั่งไล่อ่านรีวิวด้วยความตื่นเต้น และก็ไม่ยากเลยที่เราจะตัดสินใจทันทีว่าเราจะไปโครงการนี้บ้างสักวัน
พอโอกาสมาถึงเราก็เลยทำการสมัคร โดยไปที่เพจของโครงการที่ชื่อว่า “ครูบ้านนอก” และเลือกวันเวลาที่เราต้องการ โดยโครงการนี้จะจัดขึ้นทุก ๆ เดือน เดือนละหนึ่งครั้ง และแต่ละครั้งจะไปคนละที่ ไปประมาณ 4 วัน พอเราหาวันที่เหมาะที่จะไปได้เราก็ทำการสมัครโดยกรอกข้อมูลและโอนค่าสมัครไปที่โครงการ หลังจากนั้นทางโครงการก็จะส่งอีเมล์ตอบกลับแล้วสร้างกรุ๊ปไลน์กัน โดยจะชวนมาจาก ID line ที่เรากรอกตอนสมัครนั่นแหละ หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยเราก็รอวันที่จะมาถึงแล้วก็ออกเดินทางกันเลย!

 

ครั้งนี้เราไปกันที่ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านปู่ทา ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน สถานที่นี้หาใน google แทบจะไม่มีข้อมูลอะไรเลย เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ของชาวกะเหรี่ยง ปกาเกอะญอ

ก่อนเดินทางเราซื้อขนม หนังสือ CD เตรียมไปเยอะแยะมากมาย ส่วนคนอื่น ๆ ก็แบกหม้อ กระทะ ตะหลิวไป เพราะคิดว่าเด็ก ๆ ที่นั่นคงลำบากแน่ โดยการเดินทางของเราจะต้องนั่งเรือผ่านแม่น้ำและเดินเท้าอีกประมาณ 4 กิโลเมตร กว่าจะถึงตัวหมู่บ้าน ซึ่งเล่นเอาเหนื่อยหอบไปหลายทีอยู่เหมือนกัน

โดยการมาโครงการครั้งนี้ เราตั้งใจที่จะไป "ให้" แต่เรากลับไม่รู้เลยว่าการไปครั้งนี้เรากลับมีแต่ "ได้" 

 


1. เราได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบ "ไม่มีอาชีพแต่อยู่เพื่อเลี้ยงชีพ" นั้นเป็นยังไง 

จากตอนแรกที่เราคิดว่า เราอยากจะมาช่วยชาวบ้านเพราะเขาต้องลำบากมากแน่ ๆ แต่แท้จริงแล้วชาวบ้านที่นี่แทบจะไม่ "ขาด" อะไรเลย เขามีความสุขที่เขาได้ใช้ชีวิตที่นี่แบบนี้ ไม่ต้องรีบ ใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ ปลูกผัก เลี้ยงหมู แพะ ไก่ หลังบ้าน เขาก็สามารถมีความสุขได้ โดยไม่ได้พึ่งชื่อเสียงเงินทองเหมือนอย่างที่เราพยายามดิ้นรนหา

สำหรับเด็กจบใหม่อย่างเราแล้ว ที่คาดหวังอยากรีบประสบความสำเร็จ จนทำทุกอย่างรีบไปหมด เครียด กังวล กดดันตัวเอง จนได้ลองมองความสุขในอีกรูปแบบหนึ่งจากที่นี่

เราไม่ได้หมายความว่าให้หยุด ทิ้งทุกอย่าง แล้วไปเลี้ยงหมู แพะ ไก่ นะ 55555
แต่เราหมายถึง ไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ตามตารางชีวิตของตัวเอง ความสุขอาจไม่ได้มาจากสิ่งที่ใหญ่โตเสมอไป มันอาจมาจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว ที่เรามองข้ามได้เหมือนกัน (สวยว่ะ)

 

2. มิตรภาพ

คงเป็นข้อสำคัญของเราที่ทำให้เราอยากมาที่นี่ เราได้เจอเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ ที่ปกติเราคงไม่มีโอกาสได้รู้จัก ตั้งแต่ เภสัชกร พยาบาล ไปจนถึงดีไซเนอร์เลย ได้แลกเปลี่ยนแนวคิด เปิดมุมมอง จนบางทีก็รู้สึก ว้าวววว คนที่ทำอาชีพนี้เขามีมุมมองแบบนี้ด้วย มันเจ๋งมาก ๆ บางอย่างเราไม่เคยนึกถึงมาก่อนก็มี จากการพูดคุยก็ทำให้ได้รู้จักกัน พอรู้จักก็ทำให้สนิท ซึ่งมันดีมาก ๆ ยิ่งช่วงที่เราไปมีผู้ใหญ่มาด้วยซะส่วนใหญ่ ก็ได้รับคำแนะนำมากมาย รวมถึงกำลังใจด้วย

 

3. ได้ความสุขจากรอยยิ้มของชาวบ้าน เด็ก ๆ และเพื่อนในค่ายด้วยกันเอง

มันสนุกตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทาง มันสนุกตั้งแต่เรานัดเจอกับคนแปลกหน้าเป็นสิบคนที่หมอชิต ฮ่า ๆ สนุกที่ได้เดินขึ้นเขาที่มีวิวสวย ๆ พร้อมเสียงพูดคุยตลอดทาง (ตอนแรกอาจจะเป็นเสียงพูดคุย หลัง ๆ คงเป็นเสียงหอบ 5555) สนุกที่ได้เจอชาวบ้าน พูดคุย ทำอาหาร ใช้ชีวิต สนุกที่ได้ทำกิจกรรม ทั้งสอนเด็ก ๆ (เรียกว่าไปเล่นดีกว่า) ทำกิจกรรมในตอนกลางคืน เข้าแถวตอนเช้า ทำพิธีของชนเผ่า เยอะแยะ เป็นสิ่งที่เราจะไม่ได้ทำถ้าเราไม่ได้มาเป็นครูอาสาที่นี่

 

4. ได้มาลองเป็น “ครู”
ไม่ต้องอธิบายเนอะ มาลองเองดีกว่าเนอะ!!

 

  • Tag

  • #การพัฒนาตนเอง #Play Klass #ท่องเที่ยว
  • Tag ยอดฮิตติดใจ

  • #Biz Klass#Smart Klass#ความรู้รอบตัว#Play Klass#เจ้าของธุรกิจ

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ

น่าไปมากเลยค่ะ คงเป็นไม่กี่วันที่น่าจดจำแล้วก็มีความสุขมากแน่เลย

SirikunG. 16 พ.ค. 2562

ยกเลิก
ตกลง