เคยได้ยินคำว่า คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น กันมั้ย? จริง ๆ แล้วเรื่องของหุ้นที่เราถูกปลูกฝังกันมาว่าเป็นเรื่องของคนรวย และเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ไม่จริงเลยแม้แต่นิดเดียว เดี๋ยวนี้เราจะเห็นหลาย ๆ คนที่อายุ 20 ต้น ๆ ก็เริ่มเล่นหุ้นกันแล้ว เพราะการเปิดพอร์ตเล่นหุ้นมีขั้นตอนที่ไม่ยาก ที่สำคัญคือต้องมีความรู้ด้านการลงทุนนั่นเอง แต่ก่อนที่จะเจาะลึกถึงวงการหุ้นแบบแก่นแท้เนี่ย มาเรียนรู้วิธีเปิดพอร์ตของตัวเองกันก่อนดีกว่า

 

3 สิ่งสำคัญที่จำเป็นสำหรับการเปิดพอร์ต

จะเปิดพอร์ตหุ้นได้ ต้องมี 3 ปัจจัยหลักเหล่านี้

 

1. อายุต้องถึง
น้อง ๆ ต้องมีอายุอย่างน้อย 20 ปี ส่วนคนที่อายุยังไม่ถึง แนะนำให้ฝึกซื้อขายหุ้นผ่านเว็บไซต์สอนการลงทุนไปก่อน ยังไม่ต้องใจร้อน สะสมประสบการณ์ไว้ให้ได้เยอะ ๆ พออายุถึง 20 ปี เมื่อไหร่จะได้ลงทุนได้อย่างมั่นใจ

ซึ่ง AFTERKLASS ขอแนะนำเว็บไซต์จำลองการซื้อขายหุ้นที่เข้าใจง่าย และใช้งานได้จริงก็คือ Click2win Live ของ settrade.com นี่แหละ ซึ่งเป็นโปรแกรมเทรดหุ้นจำลอง โดยใช้ข้อมูลเหมือนตลาดจริงเกือบทุกอย่าง โดยจะมีเงินให้เราเอาไว้ฝึกจำนวน 5 ล้านบาท และอีก 5 ล้านบาทสำหรับ *TFEX ซึ่งนับว่าเป็นการฝึกสังเกตการณ์ และเพิ่มประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี ยิ่งเราเทรดบ่อย ๆ และเข้าใจความเป็นไปของตลาดมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้โอกาสประสบความสำเร็จเมื่อเรามีพอร์ตเป็นของตัวเองได้สูงขึ้นเท่านั้น

*TFEX คือ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า จัดตั้งอย่างเป็นทางการภายใต้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (อ่านข้อมูลเพิ่มเติม https://www.tfex.co.th/th/education/faqs.html)

 

2. วงเงินขั้นต่ำ

เงินขั้นต่ำก็เป็นอีกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเปิดพอร์ตเช่นกัน โดยที่น้อง ๆ ต้องเตรียมเงินเอาไว้ด้วย เพื่อเติมในพอร์ตเราเป็นทุนเริ่มต้น ซึ่งในตอนนี้ยังไม่มีค่าเปิดบัญชีและค่าธรรมเนียมแบบตายตัว ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการเจรจากับโบรกเกอร์ที่เราใช้บริการนั่นเอง แต่ที่สำคัญที่สุดในการลงทุนทุกอย่างนั้นคือควรใช้เงินเย็น ซึ่งก็คือ เงินที่เก็บไว้เฉย ๆ ไม่มีแผนจะใช้ทำอะไร เพื่อที่ว่าเมื่อเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ จะได้ไม่กระทบต่อสถานะทางการเงินของน้อง ๆ นั่นเอง

 

3. เอกสารที่ต้องเตรียม

สิ่งที่ต้องเตรียมหลัก ๆ ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์ย้อนหลัง 6 เดือน

 

เลือกประเภทบัญชีที่เหมาะกับตัวตนของเรา

สุดท้ายแล้วเมื่อเงื่อนไข 3 ข้อของเราผ่านหมด ก็ไม่มีอะไรมาขวางการเล่นหุ้นของน้อง ๆ ได้อีกต่อไป เพียงแต่ AFTERKLASS อยากจะแนะนำให้เลือกเปิดบัญชีหุ้นให้เหมาะสมกับลักษณะนิสัยของตัวเองกัน เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อตัวน้อง ๆ เองในอนาคต

 

1. บัญชีวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance)

เป็นบัญชีซื้อขายหุ้นที่ต้องฝากเงินไว้กับโบรกเกอร์ ถ้าสั่งซื้อหุ้นปุ๊บ เงินจะถูกหักจากบัญชีทันที จะซื้อต้องมีเงิน จะขายต้องมีหลักทรัพย์ เหมาะกับการลงทุนที่ไม่มาก หรือต้องการจำกัดวงเงินในการลงทุน ก็ใช้บัญชีนี้แหละ

 

2. บัญชีเงินสด (Cash Account)

เป็นบัญชีที่เราสามารถซื้อหุ้นได้เท่ากับวงเงินที่ได้รับเลย เป็นประเภทที่ลงทุนก่อน จ่ายทีหลัง เหมาะสำหรับน้อง ๆ ที่มีวินัยดี และควบคุมการลงทุนได้แบบไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

 

3. บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Credit Balance Account)

สุดท้ายแล้วจะเป็นบัญชีที่เราต้องจ่ายเองส่วนหนึ่ง ที่เหลือโบรกเกอร์จ่าย ซึ่งเงินที่โบรกเกอร์จ่ายถือเป็นเงินที่เรากู้จากโบรกเกอร์ เหมือนเรามีเงินส่วนหนึ่ง แล้วก็กู้อีกส่วนหนึ่งมาลงทุน โดยต้องนำเงินสดหรือหลักทรัพย์มาวางเป็นหลักประกัน จึงเหมาะกับคนที่มีประสบการณ์การลงทุนสูง

 

เปิดพอร์ตเป็นเพราะเห็นช่องทางที่เหมาะกับตัวเองแบบนี้แล้วก็อย่าลืมวิเคราะห์ตลาด ศึกษาการลงทุนให้พร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดหุ้นกันด้วยล่ะ ถ้าเล่นอย่างมีสติ ซื้อขายอย่างมีความรู้ รับรองว่าจะได้กำไรมากกว่าเสียไปแน่นอน

และสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาศึกษา อาจสงสัยเกี่ยวกับคำศัพท์เฉพาะบางคำที่พบเจอตามข่าวหุ้น พี่แอดมินก็มีบทความที่รวมคำศัพท์เบสิกเหล่านั้นมาให้น้อง ๆ แล้ว ใครสนใจอยากเปิดพอร์ตหุ้นต้องอ่านเลย!! >> รวมศัพท์หุ้นที่ต้องรู้! สำหรับมือใหม่หัดเทรด <<

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (11)

{{comment.comment}}

{{subcomment.comment}}

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง